Skip to main content

Post#2-352: ทำงานไปทำไม?

Post#2-352:
เมื่อหัวค่ำนี้เอง ผมนั่งประชุมงานอยู่กับหุ้นส่วนท่านหนึ่ง สมมติว่าชื่อพี่ A ก็แล้วกันนะครับ

ตอนหนึ่งของการสนทนา พี่ A พูดว่า "ผมเห็นคุณทำงานหลายอย่างมาก ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีใครถามผมแบบนี้...และแน่นอนว่า คำตอบของผมก็คือ "เหนื่อยครับ"

นั่นสิ...ก็ในเมื่อเหนื่อย แล้วจะทำงานเยอะแยะไปทำไมกันนะ?

...

ผมเชื่อว่า หลายๆ คนก็คงเคยตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเองอยู่บ้างบางครั้ง...

หลายคนไม่มีทางเลือกของชีวิตมากนัก...ต้องลำบากสายตัวแทบขาด เพื่อให้มีเงินมายังชีพ ทั้งเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงครอบครัว

แต่ทำไมผู้มีอันจะกินทั้งหลาย...ต้องบอกว่านับคนแทบไม่ถ้วน ก็ยังคงเหนื่อยอยู่ทุกวัน ไม่เห็นไปใช้ชีวิตเสวยสุขเลยล่ะ?

ย้ำตรงนี้ก่อนว่า ผมอยู่ในกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนที่ต้องเหนื่อยยากกลุ่มแรกและกลุ่มคนที่มั่งมีกลุ่มหลัง...และแน่นอน ผมก็ยังต้องเหนื่อยทำงานทุกวันอย่างที่ว่า

...

ผมเชื่อว่า แต่ละกลุ่มแต่ละคน ต่างก็มีเหตุผลที่ต้องทำงานที่แตกต่างกันออกไป ต่างก็มีเหตุผลที่ต้องเหนื่อยยากที่ไม่เหมือนกัน

แต่ลึกๆ แล้วผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่แล้วน่าจะเห็นด้วยกับผมว่า...การทำงานเป็นการพิสูจน์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ถึงการมีอยู่ของตัวตนของเราได้อย่างชัดเจน

สำหรับผมแล้ว วลีที่ว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" จึงค่อนข้างเป็นจริงอย่างมากทีเดียว

...

แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว เราจะได้เงินเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน...แต่ผลของงานก็ไม่ได้วัดกันด้วยมูลค่าของเงินตอบแทนเสมอไป

หากแต่บางครั้ง ผลของงานก็สามารถถูกวัดได้ด้วย "คุณค่า" และ "ความภูมิใจ" ที่ได้จากการทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งได้สำเร็จเช่นกัน

ผมยืนยันว่าไม่ได้โลกสวยและไม่ได้พยายามสร้างภาพให้ดูดี...แต่อยากจะชวนให้ทุกท่านพินิจถึงงานต่างๆ ที่เคยทำผ่านมาให้ดีเถิดครับ

งานที่เราๆ ท่านๆ รู้สึกภูมิใจกับมันที่สุด จดจำมันได้เป็นอย่างดีที่สุด...บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่มันกลับไม่ได้เป็นงานที่ให้เงินตอบแทนสูงสุด

...แต่มันกลับเป็นงานที่ทำให้ใจพองโตเมื่อทำงานนั้นสำเร็จได้ต่างหาก ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....