Skip to main content

Post#3-144: เป็นนายที่เก่ง vs เป็นนายที่ดี

Post#3-144:
เมื่อวานพูดเรื่องการเลือกระหว่างลูกน้องที่เก่งและลูกน้องที่ดีไปแล้ว อย่ากระนั้นเลย วันนี้เรามาลองคุยกันบ้างว่า ถ้าต้องเลือกทำงานกับนายที่ดีกับนายที่เก่งบ้างล่ะ เราจะเลือกแบบไหน?

มีภาพนายที่เราอยากทำงานด้วยในใจรึยังครับ...ถ้ายัง ผมให้เวลาเท่าเมื่อวานเลย คือ 5 นาที

...

ถ้าภาพของนายที่คุณอยากทำงานด้วย หมายถึง นายที่ต้องเข้าใจคุณทุกสิ่ง เอื้อเฟื้อต่อคุณทุกอย่าง ไม่ต่อว่าเมื่อคุณทำผิด และเข้าข้างคุณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แล้วล่ะก็...ผมต้องขอแสดงความเสียใจ ที่จะบอกว่า คุณไม่ได้กำลังเป็น "ลูกน้อง" แต่กำลังเป็น "ลูกแหง่"

ใช่นายแบบนี้จริงๆ หรือ ที่คุณต้องการ?

ถ้าใช่ นายของคุณ จะต่างอะไรกับ "พ่อแม่รังแกฉัน"?

...

หากนายคุณเอาแต่ "โอ๋" คุณ อยู่แบบนี้ เห็นทีคุณคงยากที่จะได้เรียนรู้งานจากนาย ซ้ำร้ายคุณอาจหมดหนทางจะก้าวหน้าในอาชีพ

ทำไมน่ะหรือครับ?

ก็เพราะถ้านายคุณมัวแต่เล่นบทตามหลังคุณอยู่แบบนี้ เค้าจะเป็นผู้นำของคุณได้ยังไง? แล้วถ้านายคุณเป็นผู้นำที่แย่ ก็แปลว่า เค้าเองก็ไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

เมื่อเค้าไม่ได้ขยับตำแหน่งขึ้น มีหรือที่คุณจะได้เลื่อนตำแหน่งตาม? (ยกเว้นแต่ว่า คุณจะเก่งแบบโดดเด่น จนเข้าตา "นายใหญ่" และสามารถเลื่อนขั้นกระโดดข้ามนายตัวเองไปได้)

...

หากคุณทำผิด...นายตักเตือน, ตำหนิ หรือต่อว่า นั่นเป็นเรื่องอันควร สำคัญที่นายให้อภัยและให้โอกาสแก้ตัวหรือไม่

หากนายทำผิด...เค้ายอมทิ้ง ego แล้วขอโทษคุณหรือไม่?

หากคุณทำดี...นายรู้จักชื่นชมและจดจำผลงานของคุณหรือไม่?

หากคุณต้องการความช่วยเหลือ...นายคือคนแรกๆ ที่คุณคิดถึงใช่หรือไม่?

หากคุณไม่สบายใจ...นายใส่ใจไถ่ถามและให้ความช่วยเหลือตามสมควรหรือไม่?

หากคุณปรึกษาเรื่องงาน...นายคอยเป็นพี่เลี้ยงและช่วยแก้ปัญหาใช่หรือไม่?

หากมีปัญหา...นายออกหน้ารับผิดแทนเราใช่หรือไม่?

หากมีผลงาน...นายขโมยผลงานไป หรือเปิดโอกาสให้เราได้เชิดหน้าชูตา

ฯลฯ

...

จริงๆ แล้ว การจะเป็นนายให้ลูกน้อง "รัก" นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะเป็นนายที่ลูกน้องรัก, เคารพ และยำเกรงไปพร้อมๆ กันนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ

นายที่ดีจึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ในการดูแลลูกน้อง ที่สำคัญนายจำต้องมี Competency และ Leadership มากพอที่จะถ่ายทอดและส่งเสริมให้ลูกน้องเติบโตขึ้น

นายที่ดีจึงย่อมหมายถึงคนที่ยอมโดนลูกน้องเกลียดในวันนี้ เพียงเพื่อให้เค้าระลึกถึงคำสอนในวันข้างหน้า หาใช่คนที่คาดหวังให้ลูกน้องรักในวันนี้ แต่ในวันหน้า อาจจะกลับมาต่อว่าว่านายเป็น "พ่อแม่รังแกฉัน"

นายยังต้องรู้จักหาความสมดุลย์ระหว่างการดูแลลูกน้องไปพร้อมๆ กับการปกป้องบริษัทไปด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นนายที่เก่ง ไม่ได้หมายความแค่ "เก่งงาน" เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้อง "เก่งคน" ไม่น้อยไปกว่ากันด้วย

...

หากวันนี้คุณเป็นลูกน้องที่ไม่ดี อย่าคาดหวังว่าคุณจะเติบโตไปเป็นนายที่ดีได้

หากวันนี้คุณเป็นนายที่ไม่ดี อย่าหวังว่าคุณจะมีลูกน้องที่ดีได้

ไม้ใหญ่หวังให้มีนกมาทำรังสร้างสีสันฉันใด นกดีย่อมเสาะหาไม้ใหญ่ไว้พึ่งพาฉันนั้น

หากคุณอยากได้นายที่ดี คุณจึงต้องทำตัวเป็นลูกน้องที่ดีให้ได้ก่อน...หากแม้นว่าคุณจะโชคร้าย ไม่มีโอกาสได้นายที่ดี แต่วันหนึ่งคุณจะเติบโตไปเป็นนายที่ดีได้แน่ๆ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...