Skip to main content

Post#4-208: เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ

Post#4-208:
หลายๆ คนมักบ่นให้ผมได้ยินว่า อายุมากเกินที่จะเรียนอะไรใหม่ๆ ไปเสียแล้ว

ผมฟังแล้วก็ยิ้มๆ โดยไม่ได้ตอบโต้อะไร...เพราะต่างคนก็ต่างความคิด ต่างจิตก็ต่างใจ

แต่สำหรับผม...อายุอาจจะมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้บ้างเหมือนกัน หากแต่ไม่น่าจะใช่ทั้งหมด

สำคัญก็แต่...เรามีความตั้งมั่น (determination) มากแค่ไหน เสียล่ะมากกว่า

...

คนเรามักหาเหตุผล (หรือข้ออ้าง) มาสนับสนุนวิธีคิดของตัวเองได้เสมอ

ถ้าเหตุผลของเราถูกต้องและชอบด้วยตรรกะ...เราก็เรียกมันว่า "เหตุผล"

แต่ถ้าเหตุผลของเรามันไม่ค่อยจะชอบด้วยตรรกะ เป็น "หลักกู" มากกว่า "หลักการ"...แบบนี้ ผมคิดว่า เหตุผลของเรามันก็น่าจะเรียกว่า "ข้ออ้าง" ในสายตาคนอื่น

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างก็ตาม...หากเราคิดจะเรียนรู้จริงๆ ก็คงไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคได้

ดังนั้น เลิกโทษอายุ หรือเลิกอ้างว่า ไม่มีเวลา...เพราะจริงๆ แล้ว เราน่าจะ "ขี้เกียจ" หรือ "หมดไฟ" ที่จะใฝ่รู้ รึเปล่าหนอ?

...

ความจริง ผมรู้สึกมานานแล้ว ว่ายิ่งคนเรามีองค์ความรู้ติดสมองยิ่งมาก...ก็ยิ่งน่าจะทำให้เราสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันได้มาก

ดังนั้น ยิ่งมีความ "รู้กว้าง" มากเท่าไหร่...ก็ยิ่งน่าจะทำให้เราได้เปรียบในการใช้ชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อ "รู้รอบ" จึงทำให้เรา "รอบรู้"...และเมื่อเรารอบรู้ เราจึงสามารถที่จะเข้าใจและสามารถวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาหาเราได้ครอบคลุม

บางครั้งเรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่า รู้ไปก็เท่านั้น...ก็อาจเป็นได้ว่า จะกลายเป็นประโยชน์กับเราในอนาคตข้างหน้า

...

ผมไม่อาจจะสรุปได้ว่า วิธีคิดของผมถูกต้องที่สุด...คนเราอาจไม่จำเป็นต้องอยากรู้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ก็เป็นได้?

แต่ผมรู้สึกว่า การเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ หรือการทดลองทำอะไรใหม่ๆ น่ะ...มันทำให้โลกของตัวเรากว้างขึ้นกว่าเดิม

เปรียบเสมือนว่า เรามี "วัตถุดิบ" อยู่ในครัวเยอะแยะมากมายและหลากหลายประเภท...มันก็น่าจะทำให้เราปรุงอาหารได้หลากประเภทหลายรสชาติมากกว่าคนที่มีวัตถุดิบจำกัด กระมังครับ?

จริงอยู่ว่า การมีวัตถุดิบมากมาย ไม่ได้แปลว่า เราเป็นคนทำอาหารที่เก่ง...แต่เมื่อไหร่ที่เราไปเข้า Cooking School และจบหลักสูตร...

...นั่นย่อมหมายความว่า เรามีความพร้อมที่จะเป็น Chef ที่พร้อมกว่า คนที่เก่งแต่ทำอาหารประเภทเดียว มั๊ยครับ?...

#NoteToSelf
- ไม่มีความรู้อะไรไร้ประโยชน์, มันขึ้นอยู่กับกาละและเทศะ มากกว่า
- ข้ออ้างของผู้แพ้ คือไม่มีเวลา เพราะถ้ามีเวลานั่งเฉยๆ ได้ ก็ไม่น่าจะบอกว่า ไม่มีเวลา (มั๊ง?)
- แต่หากเรียนรู้โดยไม่ฝึกฝน ก็คงเชี่ยวชาญได้ยาก
- จงเรียนเพื่อให้ได้นำไปใช้ ไม่ใช่เรียนเพื่อให้แค่รู้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...