Skip to main content

Post#4-226: คนละเรื่องเดียวกัน

Post#4-226:
สองสามวันก่อน...ผมไปประชุมร่วมกับคู่ค้ารายหนึ่ง เกี่ยวกับโอกาสที่จะทำงานร่วมกัน

ครั้งแรกเมื่อเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา...ผมคุยกับเจ้าของ (สมมติว่าชื่อคุณ V นะครับ) ก็ดูเหมือนว่า ความเป็นไปได้ที่จะได้ทำงานร่วมกันนั้นมีสูง

แต่พอมาสองสามวันที่ผ่านมา...เนื่องจากคุณ V เดินทางไปต่างประเทศยาวเลย...เธอจึงมอบหมายให้ผมคุยงานต่อกับทีมงาน

ปรากฎว่า ผลกลับกลายเป็นตรงกันข้าม...คือทีมงานมาพร้อมกับเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ไม่อยากจะเดินหน้าต่อ

...

เอาจริงๆ ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะผ่านประสบการณ์แบบนี้มาไม่น้อย จึงรู้ว่าคุยกับเจ้าของนั้น ย่อมแตกต่างจากการคุยกับมนุษย์เงินเดือน แน่ๆ

เจ้าของมักจะหาหนทางเพื่อจะทำให้การทำงานร่วมกันเกิดขึ้นให้ได้...เพราะนั่นหมายถึงรายได้ที่จะงอกเงยขึ้น

ส่วนมนุษย์เงินเดือน (บางคน) ก็มักจะหาเหตุผลมาหักล้างได้เสมอ ว่าทำไมการทำงานร่วมกันจึงไม่ควรเกิดขึ้น...เพราะถ้าเกิดขึ้น ก็หมายความถึง "งาน" ที่จะเพิ่มขึ้นแน่ๆ (แต่ได้เงินเท่าเดิม)

ผมไม่บอกว่า วิธีคิดของใครถูกก็แล้วกันนะครับ...เพราะมันอยู่ที่ว่า จะมองมุมไหน ประเด็นใด มากกว่า

...

บ่อยครั้งที่ชีวิตเราก็เจออะไรที่คล้ายๆ กันนี้

เรื่องเดียวกัน...เล่าจากคนละข้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันอีกต่อไป

เรื่องเดียวกัน...เล่าจากคนที่รู้สึกดีๆ ต่อกัน แม้จะเป็นเรื่องแย่ๆ แต่ก็จะหาข้อแก้ต่างให้อีกฝ่ายได้

เรื่องไม่ยาก...แต่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ก็กลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งเหยิง

...เรื่องของเรื่อง...ก็เกิดจาก "มุมมอง" นั่นแหละครับ...มองโลกอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น...

#NoteToSelf:

  • เจ้าของอยากสร้างรายได้ให้งอกเงย เพื่อให้เหนื่อยน้อยลง ส่วนลูกน้องไม่อยากเหนื่อยเพิ่ม แต่อยากได้เงินเพิ่ม
  • น่าเห็นใจเจ้าของ ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ ก็ไม่เคยหยุดคิดหาวิธีให้ธุรกิจเติบโต
  • น่าเห็นใจลูกน้องบางคน ที่ไม่อยากเหนื่อยเพิ่ม...และน่าเสียดายยิ่งกว่า ที่คิดแค่ชนะสั้นๆ
  • เมื่อรักหรือเกลียดใคร เราก็มักจะหาเหตุมาสนับสนุนอารมณ์ของเราได้เสมอ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...