Skip to main content

Post#4-233: บ่างช่างยุ

Post#4-233:
เคยโดนยุบ้างมั๊ยครับ?

ถามหน่อยเถิดครับ ว่าเวลาโดนยุแล้ว เรามีปฏิกิริยายังไง?

เมื่อพูดถึง "การยุ"...มันมักจะหมายถึงการหนุนให้ทำอะไรที่ไม่ค่อยดีค่อยงามสักเท่าไหร่

และบ่อยครั้งมากๆ ที่เรากลายเป็นเครื่องมือของคนที่ยุ...โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่ทันคิด

ไม่ต้องตกใจครับ...เราต่างก็เคยเป็นเหยื่อของการโดนยุมาแล้วทั้งนั้นล่ะครับ!

...

สังเกตตัวเองบ้างมั๊ยครับ?

ว่าตอนที่เราหลงไปตามแรงยุน่ะ...มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราใช้ "อารมณ์" นำ "เหตุผล" ไปเสียทุกที

พอใช้อารมณ์มานำ...สติของเราก็เลยกระเจิดกระเจิง จนเราควบคุมไว้ไม่อยู่

และแล้วเราก็เลยกลายเป็น "ตัวบ้า" อะไรสักตัว ที่เหมือนอาละวาดอยู่ท่ามกลางหมอกหนาๆ...ฟาดหัวฟาดหาง หรือฟาดงวงฟาดงาใส่ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว

ระหว่างที่เราบ้าอยู่นั้น ก็ไม่รู้ว่าคนที่ยุเราน่ะ...กำลังยืนปิดปากหัวเราะดูเราเป็นบ้าเป็นบอ และรอดูผลลัพธ์ อยู่รึเปล่าหนอ?

หลังหมอกจางลง...เราอาจต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปโดยขาดสติ

ส่วนคนที่ยุเราล่ะ...แน่นอนว่า ตัวเองไม่ได้เสียอะไรเลย!

...

รู้อย่างนี้แล้ว...ผมคงไม่ต้องบอกกระมังครับ ว่าเราควรต้องระวังตัวยังไง เวลาที่รู้สึกตัวเองว่า "กำลังถูกยุ"

แล้วถ้าถามผมว่า "อ้าว! แล้วจะรู้ตัวเองได้ยังไงล่ะ ว่า "กำลังถูกยุ" อยู่?

ก็ตอบว่า ต้องหมั่นลองสังเกตหรือทบทวนตัวเองบ่อยๆ ครับ...ว่าเวลาที่เรากำลังจะเริ่มอารมณ์ไม่ปกติน่ะ เรามี "อาการนำ" ยังไง?

เช่น ใจเต้นแรงขึ้น, มือสั่น, รู้สึกเลือดขึ้นหน้า, พูดเสียงดังขึ้น, ฯลฯ

เมื่อรู้สึกถึง "อาการนำ" เมื่อไหร่...รีบเรียกหา "สติ" โดยด่วนครับ

...และที่สำคัญ เวลาที่อารมณ์ไม่ปกติน่ะ...ก็ระวังเสียงพูดที่อยู่ข้างๆ หูให้ดี ก็แล้วกันครับ...

#NoteToSelf
  • ก่อนจะเพริดไปตามเสียงยุ...ฉุกคิดสักนิด ว่าคนพูดมีเจตนาแอบแฝงอะไรรึเปล่า?
  • เคยได้ยินมั๊ย ว่า "หวังดีประสงค์ร้าย" เป็นยังไง?
  • ทำไมเรามักฟังเสียง "ยุ" แต่ไม่ค่อยฟังเสียง "ห้าม"
  • ก็เพราะเสียงยุถูกหู แล้วก็ถูกใจ (ตอนที่กำลังบ้า)...ส่วนเสียงห้ามขัดหู แล้วก็ขัดใจ (ตอนกำลังบ้า)...นั่นไง


Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...