Skip to main content

Post#4-227: ปัจจัตตังแห่ง "ทุเรียน"

Post#4-227:
ผมพึ่งจบภารกิจพาเพื่อนชาวต่างชาติ (สมมติชื่อ Mr.J นะครับ) ไปทานมื้อค่ำกับเพื่อนรุ่นพี่คนไทยอีก 2 ท่าน ที่ผมเชิญมาร่วมด้วย เพื่อให้เพื่อนๆ มีโอกาสรู้จักกันไว้

เราพา Mr.J ไปทานอาหารไทยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่เป็นร้านแบบ Authentic Thai Food

หลังจากได้อวดศักดาภินิหารของอาหารไทยแล้ว...ก็มาถึง "ของหวาน" ซึ่งพวกเราเลือกสั่ง "ข้าวเหนียวทุเรียน" ให้ Mr.J

แปลกแต่จริง ที่แท้ Mr.J จะมาเมืองไทยเกือบทุกปี มาเป็นเวลานับสิบปีมาแล้ว...แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลองทาน "ทุเรียน"

หลัง Mr.J ทานทุเรียนไปคำแรก...เราคนไทย 3 คน ได้แต่ลุ้น แล้วก็ถาม Mr.J ว่า "เป็นไง"

คำตอบที่ได้ทำเอาผมกลับไปคิดต่อ เพราะ Mr.J ตอบว่า "I don't know, I don't even know whether I like it."

...

เพื่อนรุ่นพี่ผมท่านหนึ่งหัวเราะ แล้วก็บอกว่า "Someone said you will never be able to describe the taste of Durian!"

เนื่องจากผมไม่ได้ทานทุเรียนมากว่า 10 ปีแล้ว...จึงแทบจะลืมเลือนรสชาติของทุเรียนไปแทบจะหมด

แต่นั่นสิครับ...ถ้าเราจะลองอธิบายรสชาติของทุเรียนดูบ้าง เราจะอธิบายว่ายังไงกันหนอ?

ผมว่า คงคล้ายๆ กับที่เราจะอธิบายให้ใครที่ไม่เคยจับเปลวไฟมาก่อน เข้าใจให้ได้ว่า จับเปลวไฟแล้วรู้สึกยังไง แบบไหน?

...

นี่เองกระมังครับ...ที่เค้าว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็น ก็ไม่เท่ามือคลำ

ของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง...เราฟังคำอธิบายเท่าไหร่ ก็ไม่เข้าใจ...จนกระทั่งได้เห็น ได้สัมผัส หรือได้ลงมือทำ

ฉะนั้น เมื่อเวลาฝึกงานหรือหัดคน...อย่าพึงสอนแค่เพียงทฤษฏี แต่ควรเน้นให้ผู้ได้รับการฝึก ได้ลงมือปฏิบัติด้วย ก็จะทำให้ได้ประสบการณ์ที่ชัดเจนกว่า

...เลือกวิธีการถ่ายทอด ให้เหมาะสมกับสิ่งที่จะถ่ายทอดและผู้ที่จะรับการถ่ายทอด...จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันเป็นเรื่องเดียวครับ...

#NoteToSelf:

  • ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าการอธิบายรสชาติของทุเรียน จะยากแบบนี้
  • กว่าจะอธิบายให้ใครที่ไม่เคยทานทุเรียนเข้าใจได้ คงใช้เวลาเป็นชั่วโมง...มิสู้ชิมทุเรียนคำเดียว
  • มิน่าล่ะ ทำไม "ธรรมะ" จึงเป็น "ปัจจัตตัง"

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....