Skip to main content

Post#4-224: ผลไม้ที่ยังไม่สุกได้ที่

Post#4-224:
เที่ยงนี้ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนรุ่นพี่ 2 ท่าน ที่ผมนับถือมานานหลายปีดีดัก

โดยปกติที่เจอกัน ก็มักไม่ได้คุยเรื่องงานเป็นจริงเป็นจัง แค่เจอกันเพราะอยากเจอ และเพื่อคุยกันเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไปมากกว่า

ตอนหนึ่งของการคุยกัน ผมปรึกษาพี่ๆ ว่า มีผู้ใหญ่ระดับประเทศท่านหนึ่ง ชอบบทความต่างๆ ที่ผมนำมาแชร์ค่อนข้างมาก...ท่านจึงแนะนำให้ผมเขียนหนังสือเพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง

ผมได้แต่ฟังท่าน แล้วก็ยิ้มแหยๆ เพราะไม่มีความมั่นใจเลยว่า หนังสือที่ผมเขียนจะขายได้...จริงๆ อย่าว่าแต่ขายเลยครับ เอาเป็นว่า "แจกฟรี" ยังไม่รู้เลยว่าจะมีใครอยากได้

...

ใครที่เป็นแฟนเพจผมมายาวนาน หรือรู้จักผมมาก่อน จะทราบดีว่า เจตนาที่ผมเขียนบทความเพื่อเผยแพร่นั้น...ไม่ใช่เพราะอยากดัง แต่เพราะหวังว่า ใครบางคนอาจจะได้ประโยชน์จาก "ข้อคิด" ที่ผมมี

เสียดายที่ "เจตนา" เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้...ดังนั้น การพิมพ์หนังสือออกเผยแพร่ของผม จึงดูเหมือนจะเป็น "ผลไม้ที่ยังไม่สุกได้ที่"

เอาจริงๆ ผมตั้งใจว่า จะรวมเล่มบทความทั้งหมดของผม เพื่อเป็นของขวัญในวันแซยิด หรือไม่ก็งานศพของผมเองด้วยซ้ำ...แล้วแต่ว่า วันไหนจะมาถึงก่อน

...

เปล่าครับ ผมไม่ได้พูดถ่อมตัวเพื่อให้ตัวเองดูดี...แต่เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อ, เลือกอ่าน และเลือกแชร์ แต่เฉพาะหน้งสือหรือบทความของคนที่มีชื่อเสียง เป็นหลัก

เรียกว่า หากเป็นคนมีชื่อเสียง พูดอะไรก็ดี, เขียนอะไรก็ถูก...แต่ถ้าไม่ใช่คนดัง บางทีอยู่เฉยๆ ก็คงจะเลี่ยงดราม่าได้ดีกว่า

ดังนั้น ความตั้งใจที่อยากจะให้ "ข้อคิด" ของผมเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้าง ก็ยังคงต้องรอเวลาที่เหมาะสมต่อไป

...

เรื่องนี้ก็ถือเป็น Case Study ที่เกี่ยวกับ "ปัจจัยของความสำเร็จ" ได้เหมือนกันครับ

ไม่ใช่ว่าเรามีทุกอย่างในตัวพร้อม แล้วคิดอยากจะทำอะไร ก็คิดว่ามันจะง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

แท้จริงแล้วยังมีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้...มาเป็นประเด็นให้เราต้องชั่งใจก่อนจะทำอะไรใหญ่ๆ เช่นกัน

แต่แม้ว่าช่วงไหนที่เราต้องเจอฝนฟ้าไม่เป็นใจ...เราก็อย่าไปมัวท้ออยู่ล่ะครับ

คิดเสียว่า ระหว่างที่รอ "ฟ้าเปิด"...เราก็ฝึกตัวเองให้พร้อมเสมอไว้ดีกว่าครับ

...ฟ้าเปิดเมื่อไหร่...เราจะได้พร้อมตะลุยเลยไงล่ะครับ...

#NoteToSelf:

  • โอกาสมักมาตอนเราไม่พร้อม, เราจึงต้องพร้อมเมื่อโอกาสมาถึง
  • ผลไม้ที่โดนเร่งให้สุกก่อนเวลา ไฉนเลยจะมีรสละมุนเท่าผลไม้ที่สุกตามเวลาที่พอเหมาะพอสม
  • เมื่อถึงเวลาที่บำเพ็ญบารมีได้พร้อมมูล...คงได้มีโอกาสสร้างประโยชน์ให้ผู้คนมากขึ้น

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...