Skip to main content

Post#4-215: ที่ไปสุดท้าย

Post#4-215:
บ่ายวันนี้ ผมพบตัวเองอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อมาร่วมงานเผาศพคุณพ่อของเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง

เป็นอีก Trip โดยเครื่องบินที่ผมต้องเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ...ซึ่งเกือบจะกลายเป็นเรื่องปกติของผมไปแล้ว

เสียเวลากับรถสามล้อที่ขับอ้อมไปเวียนมาเพื่อส่งผู้โดยสารท่านอื่นๆ ไปนิด...แต่ผมก็มาทันพระท่านเทศน์พอดี

...

โดยปกติ ในงานเผาศพ...พระท่านก็มักจะเทศน์ให้เราระลึกถึง "มรณานุสติ" (ที่ผมเคยแชร์ไว้ใน Post#2-231 เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน)

ความจริงก็เป็นเรื่องดีไม่น้อย หากเราจะมี "มรณานุสติ" สถิตย์อยู่ในเรือนใจบ้าง...เราจะได้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท รวมไปถึงรู้จัก "ปลง" ได้อย่างรวดเร็ว

เพราะเราไม่มีวันรู้เลย ว่าในวินาทีข้างหน้า เราจะยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่...ดังนั้น จะทำอะไรก็ตาม เราจึงควรมีสติกำกับอยู่เสมอ

พลาดพลั้งยังไง หากเรามีสติ ก็อาจผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง...หรือหากถึงคราวตายจริงๆ ก็จะได้ไม่ต้องอายท่านพญายมราช ว่าตายเพราะอะไรก็ยังไม่รู้เลย

ส่วนเรื่องการเจริญมรณานุสติให้ปลงชีวิตเสียบ้าง...ก็ถือเป็นเรื่องดี

เพราะทำให้เราลดอัตตา ลดความยึดมั่นถือมั่น ให้กิเลสมันเบาบางลงบ้าง

สูญเสียอะไรไป, ไม่ได้อะไรอย่างใจ หรือมีความเศร้าในเรือนสติ...ก็จะระลึกได้ว่า สุดท้ายเมื่อตายไป ก็เอาอะไรที่เป็นโลกียทรัพย์ใดๆ ไปไม่ได้...แม้กระทั่ง เหรียญที่สัปเหร่อใส่ไว้ในปาก

...ที่ติดตัวไปได้ จึงมีแต่โลกุตรทรัพย์ หรือกรรมดีที่สร้างไว้ เท่านั้น

...ดังนั้น ใครที่อยากถึงพร้อมโดยความไม่ประมาท จึงควรสะสมโลกุตรทรัพย์ไว้ เพื่อให้เป็นต้นทุนเดินทางไกลสู่กระแสพระนิพพาน ต่อๆ ไป...

#NoteToSelf
ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่
มีเพียงแต่ ต้นทุน บุญกุศล
ทรัพย์สมบัติ ทิ้งไว้ ให้ปวงชน
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ

เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า
ใยมัวเมา โลภลาภ ทำบาปใหญ่
มามือเปล่า แล้วจะ เอาอะไร
เจ้าก็ไป มือเปล่า เหมือนเจ้ามาฯ

ควรเร่งสร้าง กรรมดี หนีกรรมชั่ว
ไม่พาตัว พาใจ ใฝ่ตัณหา
หมั่นเจริญศีล สมาธิ และปัญญา
จึงจะพา ให้พ้นทุกข์ สุขนิรันดร์ฯ


Cr: สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี (บางที่มา ว่าเป็นหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต - ถ้าไม่ใช่ผมต้องขอภัยครับ)

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...