Skip to main content

Post#4-231: รอยยิ้มของพ่อ (แม่)

Post#4-231:
เย็นนี้ผมมีนัด Dinner กับพ่อ ^^

เอาจริงๆ ปกติผมก็ไปทานข้าวกับพ่อและน้องชายอยู่บ่อยๆ อยู่แล้ว...แต่พักนี้งานยุ่งจนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่มีโอกาสได้เจอกัน

ค่ำนี้สบโอกาส เพราะบังเอิญคู่ค้าของผมโทรมาเลื่อน Business Dinner

หลายๆ คนก็เป็นเหมือนผม...คือทำงานยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลาทานข้าวกับครอบครัว

แต่ถ้าเมื่อไหร่สบโอกาส...ไม่ว่าจะกินข้าวในบ้านหรือนอกบ้าน ขอให้เป็นการอยู่พร้อมหน้า...ยังไงๆ มื้อนั้นก็อร่อย

...

ค่ำนี้ ก่อนจะไปทานข้าวกัน...ทั้งพ่อและน้องชายของผม มาช่วยผมประกอบ Sofa ใหม่...เพราะผมขยับตัวไม่สู้ถนัด

แน่นอนว่า พอซื้อตัวใหม่มา ก็ต้องโละตัวเก่าออกไป...ซึ่งผมมักจะให้คนที่อยากได้ ไม่ก็บริจาควัด

ปะเหมาะที่คราวนี้ พ่อผมอยู่ด้วย...ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนสูงอายุ ที่ชอบเก็บนู่น รักษานี่

พ่อผมก็เลยจะขนตัวเก่ากลับบ้าน...ซึ่งผมก็บ่นนิดหน่อย เพราะต้องช่วยกันกับน้องชาย เพื่อยก Sofa ขึ้นรถ ให้เป็นที่ทุลักทุเล

น้องชายผมซึ่งรู้ใจพ่อ...เพราะเป็นคนดูแลท่านแทนพี่ๆ น้องๆ ทุกคน...บอกผมตอนขน Sofa ว่า...ก็ทำๆ ไปเถอะ เพื่อ "รอยยิ้มของพ่อ"

...

ผมฟังประโยคนี้ ด้วยรอยยิ้ม...เพราะมันก็จริงอย่างที่น้องชายผมว่า

นั่นสิ...จะบ่นทำไม ถ้าทำให้พ่อ (หรือแม่) มีความสุขและรอยยิ้มได้...ก็ทำๆ ไปเถอะ

ท่านอาจจะไม่ได้อยากให้ผมซื้อ Sofa ตัวใหม่ให้...แต่แค่ดีใจที่ได้ Sofa ใหม่ โดยที่ผมไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม...ก็แค่นั้น

ดังนั้น อะไรที่ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง หรือตามใจพ่อกับแม่ได้ (โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายกับท่าน)...ก็ทำไปเถิดครับ

...เพราะทั้งหมดก็เพื่อ "รอยยิ้มของพวกท่าน" นั่นเอง...

Cr: น้องชายที่ไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม ^^

#NoteToSelf: 
- พ่อกับแม่ ไม่ได้อยากได้ "เงิน" จากเราเสมอไป แต่อยากได้ "เวลา" จากเราด้วยเช่นกัน
- เวลากินข้าวกับครอบครัว...จะทำให้นึกถึงประโยคประมาณว่า "ไม่สำคัญว่ากินอะไร...สำคัญว่ากินกับใคร"
- รอยยิ้มของลูก...ทำให้นึกถึงอนาคต (ที่เราต้องต่อสู้เพื่อให้เค้ามีชีวิตที่ดี)

- ส่วนรอยยิ้มของพ่อแม่...ทำให้นึกถึงอดีต (ที่ท่านเหนื่อยยากเลี้ยงดูเรามา)

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...