Skip to main content

Post#5-056: Success Attitude

Post#5-056:
จำได้ว่า ผมแชร์ไปหลายครั้งมากหนเหลือเกินครับ ว่าหนึ่งใน Key Success Factor ของทุกๆ การทำงาน ย่อมต้องมีเรื่องของ Attitude อยู่ด้วยเสมอ

เอาจริงๆ ผมกล้าฟันธงได้เลยว่า งานใดๆ จะมีโอกาสสำเร็จหรือไม่นั้น มันแทบจะเริ่มต้นจากทัศนคติที่เรามีต่องานนั้น เป็นสำคัญ

เรียกว่า ถ้าเราไม่เชื่อว่า เป้าหมายของงานนั้นๆ จะมีความเป็นไปได้ ยังไงก็ยากที่จะทำงานได้สำเร็จ...หรือต่อให้บังเอิญสำเร็จ ก็มาจากโชคช่วย ไม่ใช่ฝีมือ

...

แต่ก็น่าคิดนะครับ ว่า Success Attitude (ขอย่อว่า “SA” นะครับ) ที่เรามีน่ะ...สุดท้ายมันเกิดจากการที่เรามโนไปเองรึเปล่า?

คราวนี้ ผมก็ไม่อาจจะฟันธงได้ ว่า SA ที่เรามีนั้น เกิดจากความมั่นใจในข้อมูลที่เรามี หรือว่าเกิดจากเราเพ้อไปเอง กันแน่?

คงต้องย้อนกลับไปทบทวนดีๆ แล้วล่ะครับ...ว่าเหตุผลที่เราใช้สนับสนุน SA ของเรานั้น เต็มไปด้วยตรรกะที่เป็นเหตุเป็นผลอันเป็นที่ยอมรับได้ของคนทั่วไปหรือไม่

ก็แปลว่า ถ้ามันเป็นตรรกะที่เราเห็นว่าถูกต้องอยู่คนเดียว ก็เห็นทีว่า ไม่ว่าเราจะมั่นใจในตรรกะนั้นๆ เพียงใดก็ตาม เราเองก็น่าจะทบทวนให้มากๆ สักหน่อย

ถามตัวเองย้ำๆ และสั้นๆ ครับ ว่าเอาอะไรมามั่นใจ?”

ถ้าไม่โกหกตัวเอง...เราจะพอวิเคราะห์เบื้องต้นได้ล่ะครับ ว่าเรามีเหตุผลที่ดีพอหรือไม่ ที่จะนำมาใช้สนับสนุน SA ของเรา จนเป็นที่ยอมรับกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

...

แยกประเด็นให้ดีๆ นะครับ

เชื่อว่าทำได้ยังไม่ถือว่าเป็น SA...เพราะจะเป็น SA ได้ มันต้องประกอบไปด้วย What to do กับ How to do ที่เป็นเหตุเป็นผล สอดรับซึ่งกันและกัน

ก็แปลตรงๆ ว่า ถ้ามีแต่ What ก็คือความเพ้อฝัน...แต่หากไม่เริ่มต้นจาก What ก็ไม่อาจจะมี How ได้

...และจงเตือนตัวเองให้ระลึกไว้เสมอ ว่าทั้ง What และ How ต่างก็ไม่ควรอยู่บนความคิดแบบรวบยอดแต่ต้องแจกแจงเป็นรายละเอียดปลีกย่อยให้ได้ครับ...

#NoteToSelf: 

  • คิดได้ แต่เขียนหรืออธิบายออกมาไม่ได้ จงอย่าลงมือ เพราะนั่นแปลว่า มันยังไม่ใช่ SA
  • สนใจให้มากๆ ว่า Controllable Factor ทั้งหลาย เราเอาอยู่จริงๆ และจงตระหนักถึง Uncontrollable Factor เพื่อเตรียมแผนสองและสาม ไว้รับมือ
  • ถ้า Uncontrollable มีมากและเป็นนัยสำคัญ ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูง”...หากจะฝืนทำ ก็ต้องระวังมากๆ
  • จำไว้ว่า คิดดี ทำดี ผลลัพธ์น่าจะดี...ไม่ใช่ ผลลัพธ์ต้องดี

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...