Skip to main content

Post#5-082: กฎแห่งการอยู่ร่วมกัน

Post#5-082:
กฎข้อหนึ่งที่ผมมักจะไม่ค่อยพลาดที่จะปฏิบัติทุกครั้ง เมื่อไปใช้บริการร้านกาแฟหรือร้านอาหาร เพื่อพบปะคุยงาน...ก็คือการอุดหนุนเจ้าของสถานที่

ผมเองก็เคยทำร้านอาหาร...ดังนั้น ผมจึงเห็นใจและเข้าใจดีเหลือเกิน ว่าถ้าที่นั่งถูกครอบครองด้วยคนมานั่งแช่เฉยๆ นั้น มันน่าเจ็บปวดใจอย่างไร

การอุดหนุนเจ้าของสถานที่ ตามสมควรกับเวลาที่ใช้...จึงเป็นเรื่องมารยาทอันควรทำอย่างยิ่ง

...

นอกจากเรื่องการอุดหนุนเจ้าของสถานที่แล้ว...อะไรที่เป็นข้อห้ามของร้าน ผมก็นิยมที่จะไม่ฝ่าฝืน

แต่ไม่ใช่แค่ไม่ฝ่าฝืนนะครับ...ใครฝ่าฝืนข้อห้ามของร้าน และถือเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของผม ผมก็เอาเรื่องเหมือนกัน

เช่น ผมเคยไล่คนที่อุ้มหมาเข้ามาซื้อ McDonald’s มาแล้ว แบบไม่ไว้หน้า...แถมด้วยต่อว่า ผู้จัดการร้าน อย่างรุนแรง เพราะไม่เคารพกติกาของร้านอาหาร

ไม่ใช่ผมจะมากเรื่อง...แต่นิสัยหยวนๆกับความไม่ถูกต้องนี่...ตามความเห็นของผมแล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวของวินัย อย่างแท้จริง 

...

เอาจริงๆ บ้านเมืองเราจะมีความเรียบร้อยขึ้นได้อีกมาก...ถ้าเราไม่หยวนๆ”, “ดูดายหรือธุระไม่ใช่ให้กับคนที่ชอบแหกกฎระเบียบ เพราะมักง่ายเป็นหลัก

ในองค์กร ก็เช่นกันครับ...ไม่ว่าเราจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานระดับใดก็ตาม ก็ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบที่องค์กรบัญญัติขึ้น

เพื่อให้สังคมของการอยู่ร่วมกัน เป็นไปได้อย่างเรียบร้อยและสงบสุข...ไม่ใช่ใครอยากจะทำอะไรตามใจ ก็ทำได้

ลองคิดดูว่า ถ้าเราปล่อยให้คนทำผิดกฎลอยหน้าลอยตาได้โดยไม่ถูกลงโทษ...ใครที่ไหนจะอยากปฏิบัติตามกฎ?

...ดังนั้น คนที่ผิดกฎอยู่เป็นนิจนั้น ย่อมไม่สมควรเป็นสมาชิกของสังคมใดๆ เลยครับ...

#NoteToSelf: 

  • บ้านมีกฎบ้าน, ร้านค้ามีกฎของตน, องค์กรก็มีกฎขององค์กร...และเรา ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม
  • กฎใดๆ ที่เราเห็นว่า ไม่ถูก ไม่ต้อง หรือไม่ควร...ทักท้วงได้ตามครรลอง คือนำเรื่องส่งให้ผู้มีอำนาจพิจารณา ไม่ใช่ศาลเตี้ยหรืออินดี้ตัดสินเอง
  • คนที่เห็นแก่ความสะดวกของตนเอง โดยไม่แคร์สังคม...สมควรถูกประณาม โดยไม่มีข้ออ้าง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...