Skip to main content

Post#5-068: ไม่มีใครเป็น “ทั้งหมด” ขององค์กร

Post#5-068:
เมื่อเช้านี้ ผมมีโอกาสได้ไปปรึกษางานกับเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่ง (สมมติชื่อ พี่ T นะครับ) ที่ผมเคารพและนับถือเป็นการส่วนตัว

แน่นอนว่า ผมได้คำแนะนำที่ดีเหมือนเช่นทุกครั้ง...หากแต่ครั้งนี้ ค่อนข้างพิเศษ
กว่าที่ผ่านมา...

พิเศษ”...ตรงที่พี่ T ใช้น้ำเสียงจริงจังมาก ตอนที่จ้องหน้าผม แล้วบอกว่า

คุณชอบเสือก!”

...

เอาจริงๆ พี่ T น่ะ รักและเป็นห่วงผมมาก...และคอยเตือนผมเสมอ ว่าอย่ามัวแต่ห่วงเรื่องนั้น นู้น นี้ แทนชาวบ้านชาวช่องไปเสียหมด

อย่าสำคัญตัวเองผิด คิดว่าหากขาดเราไป องค์กรจะอยู่ไม่ได้ หรือลูกน้องจะอยู่ยังไง?

เพราะไม่มีใครคนใดสำคัญขนาดที่ขาดเราไป แล้วทุกคนจะต้องตายตามหมด

ผมก็ฟังที่พี่ T สอนเสมอมา...แต่ก็ดื้อ เพราะตัดใจไม่ห่วงเรื่องนั้น นู้น นี้ อย่างที่พี่ T “เหน็บไม่ได้...จนวันนี้ พี่ T คงเหลืออด

เพราะผมก็ดื้อจริงๆ...

ซึ่งไม่ใช่ดื้อ เพราะไม่เข้าใจแต่เป็นเพราะดื้อ เพราะไม่ยอมตัดใจต่างหาก

...

เอาจริงๆ ผมเห็นด้วยกับพี่ T มากๆ...

ว่าตราบใดที่เราไม่ใช่เจ้าของกิจการ...ก็อย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลย ว่าองค์กรจะอยู่ไม่ได้เพราะขาดเรา

ไม่ว่าจะยากยังไงก็ตาม...ยังไงก็จะมีคนมารับงานต่อจากเราได้เสมอ

อย่าคิดไปเอง หรือยกหางตัวเอง ว่าลูกน้องจะขาดคนนำ จนไปต่อไปได้ หรืออับจนไร้หนทางชีวิต...เพราะไม่แน่ว่า พวกเค้าอาจจะไปเจอคนนำองค์กรใหม่ที่ดีกว่าเรา หรืออาจไปได้งานใหม่ที่ดีกว่าอยู่กับเรา ก็เป็นได้

...

คำสอนของพี่ T ยังคงสะท้อนไปมาในหัวของผมตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้

และแน่นอนว่า ผมคงจะทบทวนบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงประเมินความสำคัญของตัวเองเสียใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น...ผมยิ่งต้องเร่งผลักดันเรื่อง Succession Plan ให้จริงจังมากขึ้นด้วย

...เพราะหากผมรักองค์กรและลูกน้องจริง...ผมควรต้องทำให้ทั้งองค์กรและลูกน้องยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่ด้วย ก็ตาม...

#NoteToSelf: 

  • ไม่ว่าเราจะมั่นใจว่าตัวเองเก่งหรือแน่แค่ไหน...ก็อย่าคิดว่าเราคือทั้งหมดขององค์กร และเป็นทุกอย่างของน้องๆ
  • หมั่นทบทวนตัวเองบ้าง...ว่าเราเองนั่นแหละ ที่เป็นคนฉุดให้องค์กรและทีมงาน ติดอยู่กับวิธีเดิมๆรึเปล่า?
  • จงเสือกแต่พอเหมาะและพอควร...ซึ่งจะดีทั้งกับตัวเอง, องค์กร และทีมงาน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...