Skip to main content

Post#5-070: ระบบและจิตวิญญาณแห่งองค์กร

Post#5-070:
หนึ่งในความท้าทายขององค์กรใหญ่ๆ ทั้งหลาย ก็คือ จะทำยังไงให้ทุกๆ คนในองค์กร มีเป้าหมายร่วมกัน

ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีความยากลำบากขึ้นเป็นเท่าทวี ว่าจะทำยังไงหนอที่จะทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการเข้าใจได้ใกล้เคียงกับผู้บริหารระดับสูง ว่าทั้งองค์กรกำลังมุ่งไปทางไหน?

แม้กระทั่งทำให้ทุกคนรับรู้ว่า มีเป้าหมายร่วมกันได้แล้ว...ก็ยังยากแสนเข็ญเหลือเกิน ว่า จะมีวิธีใดที่จะให้ทุกคนเดินไปยังเป้าหมายได้โดยสอดคล้องไปในทางเดียวกัน

...

แม้ว่าแต่ละคนในองค์กรจะเก่งกล้าสามารถยังไง แต่หากไม่เดินไปในทิศทางเดียวกันแล้วล่ะก็...ยังไงก็ไม่อาจแสดงศักยภาพของพลังทีมได้เต็มที่

ลองดูการแข่งเรือแจวเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ...

ผู้บริหารก็คือคนกำหนดทิศทางและให้จังหวะในการจ้วงฝีพาย

ส่วนทีมงานทุกคนก็คือฝีพาย...ถ้าพายสอดคล้องเป็นจังหวะพร้อมเพรียง เรือก็แล่นไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น

แต่เมื่อไหร่ที่ต่างคนต่างจ้วง...แม้ว่าจะพาเรือไปข้างหน้าได้ แต่ก็หวังได้ยาก ว่าจะพาเรือเข้าเส้นชัยเป็นลำแรกๆ ได้

...

จะชนะการแข่งขัน จึงต้องพร้อมทั้งศักยภาพของเรือ, ฝีพาย และผู้ให้จังหวะ...ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ห่างไกลโอกาสชนะ

จะพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ จึงต้องพร้อมทั้งระบบการบริหาร, พนักงาน และผู้นำองค์กร...ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็เป็นได้แค่องค์กรชั้นสอง

และไม่ว่าจะแข่งเรือแจวหรือแข่งธุรกิจ...ทุกอย่างล้วนต้องถูกกำหนดไว้ด้วยเป้าหมาย

เป้าหมายจึงยากจะพิชิต...หากจิตวิญญาณของทุกคนบนเรือและจิตวิญญาณของเรือ ยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

...

แม้ว่าความยั่งยืนจะเกิดจากระบบ...หากแต่การจะขับเคลื่อนองค์กร ก็ยังต้องอาศัยคน

และสิ่งที่ผูกใจคนไว้ด้วยกัน ก็คือจิตวิญญาณขององค์กร

...เมื่อระบบพร้อม...คนดี...ใจเป็นหนึ่ง...เป้าหมายแบบไหนก็ไม่ยากเกินกว่าจะพิชิตครับ...

#NoteToSelf: 

  • งานของผู้บริหาร คือการสร้างระบบเพื่อให้ทุกคนทำงานได้ตามหน้าที่ และจำต้องสร้างจิตวิญญาณองค์กร เพื่อให้คนที่ทำงานตามหน้าที่นั้น ทำด้วยหัวใจไม่ใช่ทำแบบหุ่นยนต์
  • เมื่อองค์กรเติบใหญ่มากขึ้นและมากขึ้น...การเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว อาจสำคัญน้อยกว่าการเดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง
  • ระบบที่ดี คือร่างกายที่แข็งแรง...และจิตวิญญาณขององค์กร ก็คือใจที่สั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา
  • องค์กรไม่ใช่หุ่นยนต์หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...