Skip to main content

Post#2-55: หมื่นครั้งท่าเดียวหรือจะสู้ท่าเดียวหมื่นครั้ง

Post#2-55:
"อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว...แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" เป็นตอนหนึ่งของบทอาขยานที่เราท่องกันในสมัยเด็กๆ (อุ๊ย...ลืมไปว่า เด็กสมัยใหม่อาจจะไม่ได้ท่องแล้วก็ได้ครับ >"<)

เคยเจอคนที่รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่สุดซักเรื่องมั๊ยครับ?

ความจริงการเป็นคนรู้กว้างน่ะไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าจะเอาดีในการทำงานให้ได้นี่ ทางที่ดีควรจะต้องหาเรื่องที่ตัวเองชำนาญมาเป็น "ฐานทัพ" ให้ได้ก่อน เมื่อฐานทัพนั้นมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว จึงค่อยขยับขยายแนวรบ สร้างฐานทัพใหม่ต่อไป

ลองถามตัวเองดูก็ได้ครับ ในองค์กรใดๆ ก็ตาม เวลารับสมัครคนเข้าทำงาน ไม่มีองค์กรไหนรับสมัครตำแหน่ง "อะไรก็ได้" อย่างแน่นอน

แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง จริงๆ แล้วอย่าไปนึกว่าพวกเค้าเก่งทุกด้านนะครับ พวกเค้าอาจจะเก่งหลายด้าน แต่จะมีด้านที่เก่งเป็นพิเศษมากกว่าด้านอื่นๆ และแน่นอนว่าจะมีด้านที่ไม่ถนัดอยู่ด้วยเช่นกัน

แต่ก่อนที่พวกเค้าเหล่านั้น จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารได้ ก็ล้วนผ่านการค่อยๆ สร้าง "ฐานทัพ" ขึ้นมาทีละแห่งๆ อย่างที่ผมเล่าไว้ข้างต้น พวกที่มาถึงเก่งทุกด้านเลยก็คงมีครับ แต่มีน้อยกว่าน้อย และไม่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการอ้างอิง

...

คราวนี้ เราลองถามตัวเองดูครับ ว่าหน้าที่ที่เราทำอยู่นั้น เรามีความชำนาญมากหรือน้อยเพียงใด?

ไม่เกี่ยวว่าเราชอบงานนั้นๆ รึปล่าวนะครับ เพราะถ้าเลือกงานได้เราคงทำไปแล้ว ผมจึงหมายความเฉพาะถึงงานที่เป็นหน้าที่และอยู่ในความรับผิดชอบของเราเท่านั้น

ถ้าเรายังมีความชำนาญในงานไม่มากพอ เราคงขยับไปไหนได้ยาก และถ้าเราไม่เก่งในงานนั้นๆ อย่างที่เรียกว่าเชี่ยวชาญ ก็หมายความว่า ความมั่นคงในหน้าที่การงานของเรา ก็จะไม่มากพอเช่นกัน

ผมคิดว่าไม่ต้องบอกทุกคนก็รู้ ว่าทางเดียวที่จะเก่งได้ก็คือต้อง "หมั่นฝึกฝน" และไม่มีทางลัดใดๆ ครับ มีแต่ต้องขยันและอดทนเท่านั้น

ได้ยินบ่อยๆ ว่าเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยอดทน ชอบงานสบายแต่อยากได้ค่าตอบแทนสูงๆ แต่ผมว่าก็ยังมีเด็กสมัยนี้อีกหลายๆ คนที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าว่ากัน...ใครที่เป็นกลุ่มหลัง คงต้องแสดงตัวให้คนรุ่นเก่าๆ รับรู้และยอมรับในฝีมือแล้วล่ะครับ

...

มีอีกวาทะหนึ่งที่ผมภูมิใจนำเสนอ...ค่าที่ทำให้เห็นภาพของความสำคัญในความพยายามที่จะเชี่ยวชาญในงานของตนเองได้อย่างชัดแจ้ง

ผู้กล่าววาทะนี้ไว้...คือ Bruce Lee ราชันย์นักบู๊ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนั่นเองครับ วาทะนั้นว่าไว้ว่า...

"I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times."

แปลว่า "ผมไม่เคยกลัวคนที่ฝึกมา 10,000 กระบวนท่า แต่ฝึกมาแค่ท่าละครั้ง, แต่ผมกลัวคนที่ฝึกแค่กระบวนท่าเดียวมา 10,000 ครั้ง ต่างหาก"

ว่าแล้วก็มาหา "กระบวนท่าเฉพาะตัว" ของเรากันดีกว่าครับ...ฮั๊วะๆๆๆๆๆๆ (เสียงร้อง Bruce Lee - ไม่รู้เหมือนรึปล่าว ^^ อิอิ)

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...