Skip to main content

Post#2-74: เมื่อลูกเป็นฝั่งเป็นฝา

Post#2-74:
เช้านี้ผมได้รับเชิญไปร่วมงานหมั้นเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง

ถ้าจะหาใครซักคนที่มีความเป็น "ลูกผู้ชาย" ตัวจริงที่ผมรู้จัก ย่อมต้องมีชื่อของพี่ท่านนี้อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ที่ผมว่าพี่เค้าเป็น "ลูกผู้ชาย" ไม่ใช่เพราะเค้าเป็นพวกกล้ามใหญ่ใช้พลัง แต่เป็นเพราะวิธีการสู้ชีวิตของเค้าต่างหาก ที่ดูแลและนำธุรกิจครอบครัวจากปีละไม่กี่สิบล้าน จนปัจจุบันเป็นธุรกิจหลักหลายพันล้าน และกลายเป็นบริษัทมหาชนอย่างเต็มภาคภูมิ

ช่วงที่ธุรกิจของเค้าบูมมากๆ มีบริษัทยักษ์ใหญ่มาเสนอ take over ด้วยเม็ดเงินมหาศาล แต่พี่เค้าไม่ขาย ด้วยเหตุผลเดียว "ผมรักบริษัทและพนักงานทุกคน"

"ลูกผู้ชาย" ตัวจริง มั๊ยล่ะครับ?

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ผมเองก็ได้รับโอกาสจากพี่ชายที่แสนดีท่านนี้ ให้บริษัทเล็กๆ ของผมได้เข้าไปรับงาน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ทำงานร่วมกัน แต่ผมไม่เคยลืมความกรุณาที่พี่เค้ามีให้กับผมเลย

จวบจนวันนี้ พี่เค้าก็ยังให้ความเมตตาและช่วยเหลือผมอยู่เสมอ

...

พิธีการต่างๆ ในวันนี้ เท่าที่ฟังจากพิธีกรแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นแบบ "จัดเต็ม"

เริ่มต้นจากพิธีสงฆ์ ก็ยังมีพิธีการต่างๆ ตามมาอีกมาก ทั้งพิธีแห่ขันหมาก, พิธียกน้ำชา, พิธีหมั้น ตลอดจนพิธีจดทะเบียนสมรส

ผมไม่มีโอกาสอยู่ร่วมจนเสร็จสิ้นพิธีการ เพราะติดประชุมกับผู้ใหญ่ ได้แต่เข้าไปแสดงความยินดีกับพี่เค้า ถ่ายรูปกันนิดหน่อย และได้ร่วมพิธีสงฆ์ในช่วงเช้าเท่านั้น

...

เวลามางานมงคลแบบนี้ คนที่ผมชอบมองที่สุด ไม่ใช่คู่หมั้นหรือคู่บ่าวสาว เพราะผมมั่นใจว่าทั้งคู่มีความสุขอยู่แล้ว...ผมชอบมองคุณพ่อ-คุณแม่ ของทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่า

ถ้าจะมีวันไหน (นอกจากวันที่ลูกเกิด) ที่เราจะได้เห็นคุณพ่อ-คุณแม่มีความสุขเหมือนขึ้นสวรรค์ ก็เห็นจะเป็นวันที่ลูกเป็นฝั่งเป็นฝานี่แหละครับ

ยิ่งเพื่อนรุ่นพี่ของผมท่านนี้ แต่งงานเมื่ออายุใกล้ดอนเมืองไปแล้ว (อิอิ อย่าโกรธนะครับพี่) ทั้งคุณพ่อ-คุณแม่ (ซึ่งผมคุ้นเคยกับทั้ง 2 ท่าน เป็นอย่างดี เพราะผมก็ได้รับความเอ็นดูจากพวกท่าน ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ทำงานร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ของผม) จึงมีแต่รอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับแววตาที่มีความสุขและเต็มตื้น สมกับที่รอคอยวันนี้มาอย่างยาวนาน

...

ผมเคยคุยให้กับเพื่อนสนิทหลายๆ คนฟังว่า หนึ่งในอาชีพที่ผมอยากทำมากที่สุด (แต่คงไม่มีโอกาสได้ทำ) ก็คือ Wedding Planner ซึ่งผมคิดว่าเป็นอาชีพที่ท้าทายอย่างมาก

การที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้งานของคน 2 คนที่รักกัน มีความสมบูรณ์แบบที่สุด เป็นงานที่หนักหนาและท้าทายเป็นอย่างมาก ต้องวางแผนตระเตรียมมาเป็นอย่างดี คิดทางหนีทีไล่เก่ง และต้องแก้สารพัดปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างชาญฉลาด

เป็นงานที่ต้องเก่งจริงๆ ถึงจะทำได้, เป็นงานที่ (มักจะ) เสร็จงานด้วยรอยยิ้มและความปิติในหัวใจ, เป็นงานที่ทำให้วันธรรมดาทั่วไปของคนอื่นๆ กลายเป็นวันพิเศษที่สุดของคน 2 คน ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน

...

แม้วันนี้จะไม่ใช่วันแห่งความรัก...แต่ในช่วงเช้านี้ ผมก็ได้กลิ่นของความรักอบอวลอยู่ในทุกอณูบรรยากาศของห้องจัดงาน...

ขอให้คู่รักทุกคู่มีความสุขที่มีกันและกันนะครับ 💘

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...