Skip to main content

Post#2-61: สินค้าไอทีเน่าเสียได้?

Post#2-61:
จากเท่าที่ตามข่าวมา เค้าว่ากันว่า ตลาดสินค้าไอทีน่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาสนี้

ผมเองไม่ใช่ Guru ด้านไอที แต่ก็น่าเชื่อได้ว่ามูลค่ามวลรวมของตลาดน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะสินค้าไอทีรุ่นใหม่ๆ ก็มาเปิดตัวช่วงนี้, บรรยากาศของการจับจ่ายช่วงปีใหม่, รอบการจ่ายโบนัสปลายปี, มหกรรมขายสินค้าที่จัดกันอย่างต่อเนื่อง ไปจนกระทั่งโปรโมชั่นจูงใจผู้บริโภค, ฯลฯ

ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งปี ผมมีโอกาสดีได้ทำงานร่วมกับองค์กรที่ขายสินค้าไอทีแห่งหนึ่ง และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ยินว่า "สินค้าไอทีเป็นสินค้าที่เน่าเสียได้" O_o

หลายๆ คนคงคิดว่าผมบ้าที่พูดแบบนี้ เช่นเดียวกับที่ผมก็คิดว่าบ้า เมื่อผมได้ยินผู้บริหารใหญ่ขององค์กรที่ว่า พูดประโยคที่ว่านี้...

แล้วผมก็เห็นว่า มันจริงที่สุดตามที่ท่านผู้บริหารท่านนั้นว่าไว้...

สินค้าไอทีที่เรามองเผินๆ ว่าเป็นของไม่เน่าไม่เสีย ซื้อครั้งหนึ่งใช้งานได้นานหลายปีน่ะ จริงๆ แล้วมีอายุการใช้งาน "สั้น" อย่างที่เราคิดไปไม่ถึง

ที่ว่าอายุการใช้งานสั้น ไม่ใช่ว่าเสียหรือไม่ทนทาน แต่อายุการใช้งานสั้น เพราะของที่เราใช้อยู่มัน "ตกรุ่น"...เป็นการ "เน่าเสีย" ทางอารมณ์โดยแท้...

เพื่อนผมหลายท่านก็ยังใช้ iPhone 3Gs ได้อยู่ และอีกหลายท่านที่ต้องใช้รุ่นล่าสุดในตลาดเท่านั้น...

พวกแรกเห็นว่าของที่มี "ยังใช้ได้" อยู่ ส่วนพวกหลังไม่อาจจะ "ทนใช้" ของที่มีอยู่ได้

พวกแรกมองที่ function การใช้งานเป็นหลัก ในขณะที่พวกหลังมองสินค้าไอทีเป็น accessories ไปพร้อมกันด้วย (แน่นอนว่า บางคนในกลุ่มนี้ ก็ชื่นชอบ function และ spec การใช้งานที่เพิ่มขึ้นจริงๆ)

...

สินค้าไอทีนั้นมีความคงทนที่วัสดุ แต่เน่าเสียง่ายในทางอารมณ์...ของชิ้นเดียวกัน...บางคนเห็นว่ามีค่า แต่กลับบางคนเห็นว่าเป็นขยะ

คนบางคน...เป็นทุกอย่างของอีกคน แต่คนบางคนที่ว่า กลับมีค่าน้อยกว่าเศษธุลี เมื่อมองจากคนอื่นๆ

ของชิ้นเดียวกัน คนๆ เดียวกัน แต่เมื่อมองจากต่างมุม...คุณค่ากับไม่อาจเทียบเคียงกันได้...

เอ๊ะ! ชวนคุยเรื่องสินค้าไอที ไหงมาลงท้ายด้วยดราม่าแบบนี้ได้...จบดีกว่าครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...