Skip to main content

Post#2-78: แก้ไขปัญหาแบบไหน

Post#2-78:
เคยสงสัยบ้างมั๊ยครับ ว่าเราเป็นคนประเภทชอบป้องกันหรือแก้ไข?

ถ้าให้คนส่วนใหญ่ "พูด" ส่วนมากจะบอกว่าตัวเองเป็นพวก "ป้องกัน" เพราะพูดแบบนี้ทำให้ตัวเองดูดี...แต่ไม่ค่อยมีใครยอมรับว่า จริงๆ แล้ว ตัวเองเป็นพวกก่อนทำไม่ค่อยคิด ทำไปก่อน เกิดอะไรขึ้นก็ค่อยไป "แกัไข" เอาข้างหน้า

ในเมื่อคนที่ชอบ "แก้ไข" มีเยอะกว่า คราวนี้ลองมาเช็คพฤฒิกรรมกันดูครับ ว่าจริงๆ แล้ว เราเป็นคนที่แก้ไขข้อผิดพลาดแบบ "เชิงรุก" (active) หรือว่า "เชิงรับ" (passive)...

เวลาน้ำหนักขึ้น เราเลือกที่จะ
a.ทานอาหารให้น้อยลง ทนหิวเอา
b.ทานอาหารเท่าเดิม แต่ใช้วิธีออกกำลังกายหนักๆ
c.มีคำตอบอื่นในใจ

เวลาอยู่ในห้องนอน เปิดแอร์แล้วหนาว เราเลือกที่จะ
a.ห่มผ้าหนาๆ สวมถุงเท้า
b.หนาวก็ปิดแอร์สิ ทนทำไม
c.มีคำตอบอื่นในใจ

เวลาขับรถหลงทาง เราเลือกที่จะ
a.จอดรถถามคนข้างทาง
b.ขับวนไปวนมา สังเกตป้ายไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ
c.มีคำตอบอื่นในใจ

เวลานอนไม่หลับ เราเลือกที่จะ
a.นอนพลิกไปพลิกมา เดี๋ยวก็หลับเอง
b.ลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ง่วงเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับไปนอน
c.มีคำตอบอื่นในใจ

เวลามีคนจับได้ว่าเราพูดเท็จ (ความรุนแรงน้อยกว่า "โกหก" นะครับ) เราเลือกที่จะ
a.ยอมรับผิด และขอโทษ
b.เชอะ ไม่ยอมรับซะอย่าง ใครจะทำไม
c.มีคำตอบอื่นในใจ

อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงได้ตอบคำถามในแต่ละข้อกันแล้วนะครับ บางคนอาจกำลังบ่นว่าตัวเลือกของคำตอบน้อยไปหน่อย เลยตอบไม่ได้ เลือกแต่ข้อ c ตลอดเลย

ก็อย่ากังวลไปครับ ผมรับประกันว่าทุกคำถามไม่ได้ออก O-net หรือ A-net อย่างแน่นอน...

ผมคงไม่ต้องเฉลยนะครับ เพราะไม่ว่าตัวเลือกของคำตอบของแต่ละคนจะเป็นข้อไหน แต่ทุกคนแยกแยะได้แน่นอนว่า คำตอบของตัวเองเป็นการแก้ไขปัญหา "เชิงรุก" หรือ "เชิงรับ"

แม้จะไม่มีเฉลย...แต่ผมมีข้อสังเกตให้ไปคิดต่อครับ...เชื่อหรือไม่ ต้องลองถามใจตัวเองดู...

- คนที่เลือกคำตอบไม่ได้เลย ไม่แม้กระทั่งข้อ c เพราะไม่พยายามจะเข้าใจโจทย์...เป็นพวกชอบแก้ปัญหาเชิงรับ

- ส่วนคนที่เลือกคำตอบไม่ได้ในแว่บแรก ลังเลอยู่เป็นนาน และเลือกข้อ c โดยอธิบายเพิ่มไม่ได้ ว่าทางเลือกอื่นนั้น คืออย่างไร...มีแนวโน้มเป็นพวกแก้ไขปัญหาเชิงรับ

- คนที่อ่านโจทย์และเถียงในใจว่า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะ หรืออย่างนี้ล่ะ มีแนวโน้มเป็นพวกวางแผนป้องกันก่อนเกิดปัญหา

ลองวิเคราะห์ตามนะครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....