Skip to main content

Post#2-263: long-term relationship vs short-term profit

Post#2-263:
ช่วงเช้าวันนี้ผมมีโอกาสไปประชุมกับนักธุรกิจชื่อดังท่านหนึ่ง (สมมติว่าชื่อคุณ T นะครับ) เกี่ยวกับ Co-campaign ที่กำลังจะทำร่วมกัน

หลังจากพูดคุยทักทายกันแล้ว คุณ T ก็ขอตัวไปอีกห้องประชุมหนึ่ง เพื่อให้ผมใช้เวลาคุยงานกับทีมงานของคุณ T ได้อย่างเต็มที่

ระหว่างคุยงานกัน มีหลายประเด็นที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวได้ ก็มีการหารือกันไปๆ มาๆ อยู่พักหนึ่ง และแล้วคุณ T ก็กลับเข้ามาฟังต่อ

หลังจากคุณ T ฟังปัญหาอยู่ไม่ถึง 5 นาที ทุกอย่างก็ลงตัวหมด...ลูกน้องของคุณ T หน้าเจื่อนและงงด้วยความไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณ T ถึงยอมง่ายๆ

คุณ T อ่านใจลูกน้องออก เลยอมยิ้มแล้วเฉลยว่า "แปลกใจใช่มั๊ยว่าทำไมผมยอมง่ายๆ และดูเหมือนผมเสียเปรียบ...ถ้าคุณมองสั้นๆ ก็ใช่ แต่ผมมองไปถึงชัยชนะระยะยาว และให้ราคากับ long-term relationship มากกว่า short-term profit"

...

ไม่บ่อยครั้งที่ผมจะเจอนักธุรกิจอย่างคุณ T ที่สะท้อนแนวคิด Give ก่อน Take ได้อย่างชัดเจน ยอมเสียเปรียบกับปัจจุบันที่จับต้องได้...เพียงเพื่อแลกกับอนาคตที่ยังจับต้องไม่ได้

ถ้าเปรียบเป็นภาษาง่ายๆ กลยุทธ์ของคุณ T ก็คือการซื้อใจคนโดยแท้...ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน และยอมเสียส่วนน้อยเพื่อส่วนที่ประเมินแล้วว่าคุ้มค่าและ (น่าจะ) ใหญ่กว่า

คุณ T คงมั่นใจและเชื่อมั่นว่า เมื่อให้ใจกับใครไป ย่อมได้ใจกลับคืนมา ซึ่งผมพบคุณลักษณะแบบนี้ได้จากท่านผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่ผมเคารพนับถือ ไม่ว่าจะอยู่ในวงราชการหรือวงธุรกิจก็ตาม

...

ว่ากันตามจริงแล้ว สิ่งที่ผมได้เห็นจากคุณ T ในวันนี้ นับว่าเป็นแก่นแท้ของ CRM ทั้งหมดทั้งปวง ที่สร้างความรู้สึกดีให้กับลูกค้าด้วยการให้บริการเหนือความคาดหมายเพื่อแลกกับความจงรักภักดีใน Brand ในระยะยาว

เมื่อสิ่งที่เจ้าของ Brand (ผู้ให้) ส่งมอบให้มีคุณค่า ก็แน่นอนว่าลูกค้า (ผู้รับ) ย่อมจะประทับใจและอยากจะอุดหนุนจุนเจือ Brand นั้นไปแสนนาน

หรือถึงแม้วันนี้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้า อย่างน้อยก็เต็มใจที่จะบอกเล่าถึงความใจถึงของ Brand ให้กับผู้อื่น รวมถึงมีโอกาสที่จะมาเป็นลูกค้าเมื่อโอกาสอำนวยอย่างแน่นอน

สร้าง Engagement ด้วยความรู้สึกดีๆ เพื่อที่จะมี Loyalty ในระยะยาวครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...