Skip to main content

Post#2-266: Flat Organization

Post#2-266:
หลายวันก่อนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักบริหารท่านหนึ่งเกี่ยวกับ Flat Organization

เป็นความจริงที่หลายต่อหลายองค์กรมี Organization Chart ที่มีหลาย hierarchy เป็นชั้นๆ เหมือนระบบข้าราชการ จนทำให้ขาดความคล่องตัวในการทำงาน

ที่ผมพูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าระบบราชการจะไม่ดี หากแต่มันอาจจะไม่เหมาะกับองค์กรเอกชนที่มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว

...

ในการบริหารองค์กร มักจะพูดกันถึงเรื่อง Job Delegation กันมาก แต่เวลาปฏิบัติจริงกลับมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปคนละนิยามเลย

เวลาเรา delegate งานไปให้ลูกน้อง ต้องพิจารณาถึง Job Description ของเค้าไปพร้อมๆ กับ Competency ของเค้าด้วย ไม่ใช่นายสั่งอะไรมา เราก็ส่งไปให้ลูกน้องทำหมดทุกเรื่องทุกอย่าง

เพราะถ้าเราเป็นตัวอย่างของนายที่มักง่ายแบบนั้น ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะไม่ทำแบบเดียวกัน และในที่สุด คนที่จะต้องทำงานหนักกว่าทุกคนก็จะกลายเป็นคนที่ตำแหน่งเล็กที่สุดในองค์กร

ยิ่งมี hierarchy ในองค์กรเยอะ ก็จะยิ่งเกิดปัญหาการ "โยน" งานเป็นทอดๆ ลงไปเรื่อยๆ และก่อให้เกิดปัญหามากมายในองค์กร เริ่มตั้งแต่ปัญหาคนเกินงาน ในขณะที่บ่อยครั้งกับบางตำแหน่งเกิดปัญหาทำงานไม่ทัน

ที่แย่ที่สุดก็คือคนที่อยู่บนยอดของพีรามิดกับคนที่อยู่ฐานล่างสุด จะเกิดความห่างเหินจนเหมือนอยู่คนละมิติ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจวิธีคิดของกันและกันอยู่เนืองๆ

...

นายใหญ่ขององค์กรที่มี hierarchy หลายชั้น จึงมิอาจนอนใจได้กับความเคลื่อนไหวในแต่ละ hierarchy

ต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเองลอยสูงจนถูกตัดขาด เชื่อมต่อกับระดับปฏิบัติการไม่ติด และต้องพิจารณาความพอเหมาะพอควรของการเชื่อมต่อ ไม่ให้กลายเป็นลงมา "ล้วงลูก" จนผู้บริหารระดับกลางทำงานไม่ได้

ส่วนลูกน้องและ Front Line Management ที่ทำงานในองค์กรแบบนี้ จงให้ความสำคัญกับ Line of Command (แปลว่า สายบังคับบัญชา) ให้มาก

บ่อยครั้งเวลารับคำสั่งจากผู้ใหญ่โดยตรง แล้วคนส่วนหนึ่งที่มี EQ ไม่เพียงพอ มักจะสำคัญตนผิด ชอบ bypass (ข้ามหัว) สายบังคับบัญชา และก่อให้เกิดความร้าวฉานในองค์กร

ถ้าเราเป็นลูกน้อง เวลานายใหญ่สั่งอะไรโดยตรง ก็ควรรายงานผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปให้รับทราบ และถ้าหากเราเป็นนายใหญ่เวลาสั่งงานข้ามสายบังคับบัญชา ก็ควรแจ้งนายของเค้าให้ทราบอีกที

ถ้าทั้งนายใหญ่กับลูกน้องทำได้แบบนี้ ปัญหาในองค์กรก็จะน้อยลงครับ

...

ดังนั้น ก่อนจะเพิ่ม hierarchy ใน Organization Chart จึงต้องระวังให้จงหนัก มิฉะนั้นจะเป็นการผลักให้องค์กรไปอยู่ในจุดเสี่ยง

มากคนก็มากความฉันใด มากชั้น (บังคับบัญชา) ก็มากเรื่องฉันนั้นล่ะครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...