Skip to main content

Post#2-260: กับดักของความคาดหวัง

Post#2-260:
ผมใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงเมื่อหัวค่ำนี้ คุยเรื่อง Corporate Roadmap ให้เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งฟัง (สมมติว่าชื่อ C นะครับ)

ที่จริงแล้ว แก่นของการกำหนด Corporate Roadmap ก็มิได้มีเนื้อหาต่างจากที่เรารู้ๆ กันมากนักล่ะครับ ตำราใครก็ตำรามันเท่านั้น

แต่ตอนหนึ่งของการสนทนา ผมจำต้องสร้างให้น้อง C มั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด เพราะรู้สึกว่าเธอกดดันตัวเองเกินความจำเป็น

ความกดดันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจครับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือมือปืน ก็ล้วนต้องมีความกดดันในระดับหนึ่งทั้งสิ้น หย่อนเกินไปก็ทำให้ขาด challenge แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นผลเสียที่ส่งผลร้ายต่อองค์กร

ที่แน่ๆ "ความกดดัน" นั้นมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกจาก "ความคาดหวัง" ยิ่งหวังมากก็ยิ่งกดดันมาก และยิ่งกดดันมากก็ยิ่งสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก...ซึ่งน้อง C ก็เป็นอีกคนที่โดนพิษของ "ความคาดหวัง" เล่นงาน

โดยเฉพาะเมื่อต้องมาทำงานอยู่กับครอบครัว หรือ Family Business ด้วยแล้ว ความกดดันจึงมีมากเป็นเท่าทวี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความคาดหวังต่างๆ ที่เด็กรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งหลายแบกรับไวั

ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังอยากจะแสดงฝีมือให้คนรุ่นพ่อยอมรับ, คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จเร็วๆ, คาดหวังว่าจะทำทุกอย่างผ่านไปได้โดยไม่ต้องเจอกับความล้มเหลว และอีกสารพัดความคาดหวังที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง

น้องๆ รุ่นใหม่แบบน้อง C เข้าใจบิดเบือนไปมาก ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จะต้องเป็นคนที่ทำทุกอย่างสำเร็จทุกครั้ง แต่ที่แท้คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น ผ่านความพ่ายแพ้และล้มเหลวมานับไม่ถ้วนต่างหาก

นอกจากนั้น น้องๆ รุ่นใหม่ยังตั้งเป้าหมายที่ยากเกินไปนิด คือเอาความสำเร็จของตัวเองไปเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น แทนที่จะไปเทียบกับเป้าหมายของตัวเอง...และเมื่อเทียบกับคนอื่น (ที่มีปัจจัยกระทบต่างจากตัวเรา) ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เป็นภาพสะท้อนของความสำเร็จหรือล้มเหลวของตัวเรา

เมื่อกดดันมากๆ เข้า ก็ทำให้ EQ ลดน้อยถอยลง และทำให้ IQ ถดถอยตาม หรือถ้าจะให้อธิบายด้วยพุทธศาสนา ก็เข้าหลักโลภะ โทสะ และโมหะ ไปอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อมีคาดหวังมากก็เท่ากับโลภมาก, เมื่อไม่ได้ตามคาดก็เลยโกรธ และเมื่อโกรธก็เลยหลงทางไปแบบกู่ไม่กลับ พาลพาโลกับโลกทั้งโลกไปซะงั้น

น้องๆ รุ่นใหม่ๆ ที่มีความตั้งมั่นและทุ่มเทสูงๆ นั้นเป็นเรื่องดีที่น่าชื่นชมครับ แต่ต้องรู้จักความพอดีของการสร้างความคาดหวังและการกำหนดเป้าหมายให้ควรแก่เหตุเหมาะแก่กาลด้วย

ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมา ผมก็ตกเป็นเหยื่อของความคาดหวังแบบเกินพอดีมาแล้ว...ก็ได้แต่เตือนน้องๆ ไม่ให้ตกหลุมพรางเดียวกันกับผมครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...