Skip to main content

Post#4-043: เก่งจริง...รอดคนเดียวได้ทุกครั้ง

Post#4-043:
น้าสาวของผมคนหนึ่ง...ถือเป็นหน้าที่ของตัวเธอเลยว่า ทุกครั้งถ้าต้องโดยสารรถเพื่อเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ว่าใครจะเป็นคนขับก็แล้วแต่ เธอจะคอยชวนผู้ขับรถคุยไปตลอดทาง

ไม่ว่าจะง่วงหรือเพลียแค่ไหนก็แล้วแต่...เธอก็ไม่เคยละเลยที่จะปฏิบัติแบบนี้

แน่นอนว่า...นี่คือหนึ่งในวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ได้อย่างค่อนข้างมีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการพูดคุยกันนั้น สามารถทำให้เราประเมินได้ว่า สติสัมปชัญญะของผู้ขับขี่ครบถ้วนดีหรือไม่

ถ้าพูดคุยกันรู้เรื่อง ก็แปลได้ว่า ทุกคนบนรถย่อมจะปลอดภัย เพราะผู้ขับขี่นั้น ไม่หลับใน...เราก็เลยจะไม่ต้องมาตายแบบน่าสมเพช

...

หันกลับมาพิจารณาเรื่องอื่นๆ ในชีวิตจริงของเรากันบ้างมั๊ยครับ?

มีเรื่องใดบ้าง ที่เราสามารถลงมือทำในเชิงป้องกันหรือป้องปรามเหตุน่าสมเพชที่อาจเกิดขึ้นได้?

ก็เหมือนกับการโดยสารรถ...โดยมากเรามักจะประมาท ไม่คิดว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นกับเรา...ด้วยการหาเหตุผลมาบอกตัวเองว่า "ก็คนมันง่วง / ก็คนมันเพลีย / คงไม่เป็นไรหรอก / ฯลฯ"

...

สมมติถ้าเรามีอันต้องมาประสบอุบัติเหตุ เพราะยางระเบิด, ถนนลื่น, คันอื่นมาชน, ก้อนหินดีดใส่...ผมว่ายังพอบอกคนอื่นได้ว่า เป็นคราวเคราะห์

แต่ถ้าประสบอุบัติเหตุ ด้วยเพราะเราอยู่บนรถคันที่ผู้ขับขี่หลับใน...เรายังจะกล้าบอกว่า เราเคราะห์ร้ายมั๊ย? หรือเรายังจะกล้าบอกว่า เป็นความผิดของผู้ขับขี่ใช่มั๊ย?

เราไม่ผิดหรอก...เราแค่เหนื่อยและเพลีย เราจึงมีเหตุผลให้หลับได้ แต่ผู้ขับขี่ห้ามเหนื่อยนะ ห้ามเพลียด้วย...ไม่ได้ คุณเป็นผู้ขับขี่นะ คุณต้องรับผิดชอบสิ

ใช้ได้มั๊ยล่ะครับ...สำหรับเหตุผลของเรา?

...

ถ้าผู้ขับขี่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในมุมของเขา...เราซึ่งเป็นผู้โดยสาร ก็จึงต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในมุมของเราเช่นกัน

เฉกเช่นงานของบริษัทฯ...ไม่ผิดถ้าเราจะพูดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน...แต่ต้องพิจารณาให้ดีว่า หากเราสะกิดเตือนก่อนเพื่อนกำลังจะผิด เราอาจจะไม่ต้องตายยกคัน หรือไม่?

บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นกลัวเลย ฉันเก่ง...ยังไงก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ ฉันก็กระโดดลงจากรถทัน

อาจจะถูกของคุณครับ...

แต่ถามจริงๆ ว่า คุณจะกระโดดลงจากรถทันทุกครั้งรึเปล่า?

...และต่อให้รอด คุณจะบอกผู้ขับขี่รถคันใหม่ยังไงหนอ?

...ว่า ไม่ว่าจะกี่คันที่คุณเป็นผู้โดยสาร ทุกคนในรถล้วนตายหมด มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น...ที่รอด?...

#ใครผิดเป็นเรื่องทีหลัง #สำคัญว่าเราเป็นคนทำให้ทุกคนรอดต่างหาก #ถ้าบริษัทเสียหายจะไม่มีคนถูกหรือผิด #จะมีก็แต่คนแพ้ #ถูกหรือผิดฤาจะมีคุณค่าหากทุกคนแพ้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...