Skip to main content

Post#4-052: ในมือของกันและกัน

Post#4-052:
ไม่แน่ใจว่า ท่านเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารท่านใด จะรู้สึกคล้ายๆ กับผมบ้าง...ที่ไม่ค่อยจะพอใจนัก ที่รู้สึกว่า วันเวลาช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน?

พี่งจะวันจันทร์หยกๆ เผลอแว่บเดียวก็วันศุกร์อีกแล้ว...แทบจะยังไม่ทันตั้งตัวเลย ก็มาถึงวันหยุดสุดสัปดาห์อีกแล้ว

ละเหี่ยใจเล็กน้อย ที่รู้สึกว่า งานไม่ค่อยจะคืบหน้าไปไหนเลย...เหมือนเวลาในแต่ละวันไม่เพียงพอต่อปริมาณงานที่มี

แต่กลับกันที่น้องๆ ต่างเร่งวันเร่งคืนให้วันหยุดมาถึงไวๆ และรู้สึกว่า คืนวันอาทิตย์ ช่างเหมือนใครสักคนที่มาพรากความสุขของพวกเค้าไป

...

แม้ว่าเราต่างมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน...แต่ความรู้สึกของเจ้าของช่างแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนอย่างสุดขั้ว

...ฝ่ายหนึ่งไม่ค่อยอยากให้มีวันหยุด เพราะการทำงานหมายถึงรายได้ และรู้ซึ้งดีว่า ดอกเบี้ยเงินกู้นั้น ขยันทำงานมากกว่าตัวเองหลายเท่านัก

แต่อีกฝ่ายหนึ่งอยากจะให้มีวันหยุดเยอะๆ ถึงกับตั้งหน้าตั้งตาวางแผนการลาพักร้อนให้ได้ประโยชน์สูงสุด

...ฝ่ายหนึ่งเฝ้ากังวลถึงวันสิ้นเดือน เหมือนรอวันประหาร...เดินก็คิด, นั่งก็คิด และนอนก็คิด ว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายเงินเดือนลูกน้อง?

อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ตั้งหน้าตั้งตาให้ถึงวันสิ้นเดือน เพราะเอียนกับมาม่ามานานหลายมื้อเหลือเกินแล้ว...ยิ่งใกล้สิ้นเดือนก็ยิ่งมีความสุข

ถามว่าฝ่ายหลังสบายจัง...เอาเปรียบเกินไปรึเปล่า?

ตอบในฐานะเจ้าของเลยครับ...ว่าไม่ใช่

ถามว่าฝ่ายแรกเองล่ะ...จะเครียดเกินไปรึเปล่า?

ตอบในฐานะมือปืนรับจ้างเลยครับ...ว่าก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน

...

หากเราไม่อาจเปรียบเทียบว่าปลาปีนต้นไม้ไม่เก่งเท่าลิง...เราก็ไม่อาจใช้ตรรกะของเจ้าของกิจการไปตัดสินมนุษย์เงินเดือนได้

เจ้าของฯ และลูกน้อง จึงต่างก็มีบริบทของหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต่างกัน...

แต่มันสำคัญมากๆ ว่า แต่ละคนเคารพในบริบทของหน้าที่และความรับผิดชอบแห่งตนเพียงใด...ต่างหาก

...

เจ้าของฯ...มีหน้าที่ลงทุน และนำพากิจการให้ไปข้างหน้า ควบคู่ไปพร้อมๆ กับที่ต้องดูแลลูกน้องให้กินอิ่มนอนหลับ

ลูกน้อง...มีหน้าที่ลงแรง และปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ควบคู่ไปพร้อมๆ กับที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร

คิดดูให้ดีๆ เถอะครับ...เราต่างก็อยู่ในมือของกันและกัน...ชัดๆ เลย

...เพราะหากไม่มีเจ้าของฯ ก็แล้วลูกน้องจะทำงานให้ใคร?...และถ้าไม่มีลูกน้อง ก็แล้วเจ้าของฯ จะทำเองทุกอย่างไหวมั๊ยล่ะ?

เมื่อต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบส่วนของตัวเองเป็นอย่างดี และดูแลซึ่งกันและกัน...เมื่อนั้นหนึ่งบวกหนึ่งย่อมจะมากกว่าสองแน่ๆ

...แต่หากมัวแต่จ้องจะเอารัดเอาเปรียบหรือชิงไหวชิงพริบกัน...เมื่อนั้นสองลบหนึ่งย่อมจะกลายเป็นน้อยกว่าศูนย์...

#เราเกิดมาเป็นของกันและกัน #นี่คือบัญชาของสรวงสวรรค์ #ให้เราต้องเจอกันสักวันในชีวิตนี้ #เกิดมาดูแลหัวใจอีกดวง #เกิดมาเพื่อรักแค่คนนี้ #เกิดมาเพื่อมี #สักวันที่ฉันมีเธอ

#ต่างก็พร้อมจะไปด้วยกัน #พร้อมจะออกเดินทางด้วยกัน #ฝากความฝันความหวังและหัวใจเรา #ในมือของกันและกัน

#อีกนิดก็จะจบเพลงละ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...