Skip to main content

Post#4-047: เพลงสรรเสริญพระบารมี

Post#4-047:
ช่วงหลายวันมานี้ ผมซ้อมเพลงให้ลูกสาว เพราะอยากให้เธอเล่น "เพลงสรรเสริญพระบารมี" ได้

น่าเสียดายที่ผมเล่นเครื่องดนตรีเป็นเพลงชนิดเดียว นั่นก็คือ "ขลุ่ย"...นอกนั้นเป็นได้ก็แต่คนฟัง

...ผมเล่นขลุ่ยครั้งแรก ก็ตั้งแต่สมัยมัธยมปีที่ 2...นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ผ่านมาแล้ว กว่า 25 ปี

แต่น่าแปลกที่ผมยังจำโน้ตเพลงได้เกือบทุกตัว...สาเหตุหนึ่ง ก็คงเพราะเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นเพลงหนึ่งที่ต้องใช้สอบ

นึกแล้วก็ขอบคุณคุณครูเหลือเกิน ที่ทำให้ผมมีเพลงนี้ฝังอยู่ในสมองและจิตใจ โดยไม่เคยลืมเลือนไปตามกาล

...

สำหรับแรงบันดาลใจ...ที่ทำให้ลูกสาวของผมอยากที่จะเล่นเพลงนี้ให้ได้ ก็คงมาจากช่วงนี้ เธอได้ฟังเพลงนี้บ่อย

ดังนั้น ช่วงไหนมีเวลา ผมก็เป่าขลุ่ยไทย ส่วนลูกสาวก็เป่าขลุ่ยฝรั่ง...เสียงตีกันให้วุ่นวายไปทั้งบ้าน แต่ผมกลับมีความสุขมาก

ที่ว่ามีความสุข ก็เพราะลูกสาวผมตั้งใจเหลือเกิน ที่จะเล่นเพลงนี้ให้ได้แบบจริงๆ จังๆ

สารภาพว่า ผมเองแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า วันที่เราสองพ่อลูกเล่นเพลงนี้ได้ดี...เราก็คงจะบันทึกเก็บไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ เป็นแน่

...

สำหรับช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้...เพลงสรรเสริญพระบารมี ได้กลายเป็นสื่อที่พวกเราหวังว่า...จะช่วยนำเอาความรู้สึกของพวกเราทุกคน ไปสู่พระญาณวิถีแห่งพระองค์ได้

ยิ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา...ได้เห็นคนไทยหลายแสนคนที่ไปร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีแล้ว...ผมยิ่งมั่นใจ

ว่าคนไทยทั้งที่สนามหลวง และไม่ว่าที่อื่นใดก็ตาม...ต่างก็รู้สึกแบบเดียวกัน

...

ณ ช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขับร้อง, เล่นดนตรี หรือได้ยิน "เพลงแห่งพ่อ" นี้...จิตวิญญาณของพวกเค้าต่างก็กำลังร้องไห้

ร้องไห้...ด้วยความอาลัยพระองค์ และน้ำตารื้นด้วยความภูมิใจ ที่ได้เกิดมาในรัชสมัยแห่งพระองค์

...สมกับที่ใครคนหนึ่งได้กล่าวไว้...ไม่ว่าเราจะตายอีกสักกี่ชาติ ก็ไม่มีวันที่จะได้เจอมหาราชที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์อีกแล้ว

...ธ มิได้ประทับอยู่เพียงในทิพยสถานบนสรวงสววรค์แต่เพียงเท่านั้น...หากแต่ทรงประทับอยู่ในใจของพวกเราทุกคน...ตลอดมาและจะตลอดไป...

#ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นสายใยที่โยงเราไว้กับพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก #คนไทยรักในหลวง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...