Skip to main content

Post#4-059: ถูกตรวจสอบ

Post#4-059:
เมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เอง ผมได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ถึงเรื่องการถูกตรวจสอบจาก Internal Auditor ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบงาน

เนื่องจาก เพื่อนของผมคงยังไม่เคยชินกับการคุยกับ Internal Auditor จึงทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย...อารมณ์เหมือนโดนรุมสับอยู่ข้างเดียว

เสมือนว่างานที่กำลังทำอยู่ ไม่มีอะไรถูกต้องเลยเสียอย่าง...ซึ่งทำเอาเสียกำลังใจไปเยอะทีเดียว

ผมเองก็เคยเจอ...และต้องบอกว่า ทุกวันนี้ก็ยังต้องเจอการตรวจสอบคล้ายๆ กันนี้ อยู่เป็นประจำ

...

ต้องเข้าใจก่อนว่า กลุ่มคนที่มาตั้งคำถามเรามากมายนั้น...เป็นเพราะหน้าที่ของพวกเค้า ต้องตั้งข้อสงสัย

ทำไมต้องทำแบบนั้น, ทำไมไม่ทำแบบนี้, งานนี้มีจุดสอบทานตรงไหน, มีการเก็บสถิติไว้หรือไม่, แผนสำรองคืออะไร, และอีกสารพัดคำถามที่บางครั้งเราก็แอบคิดในใจว่า จะถามยากไปมั๊ย?

แต่ผมมองว่า คำถามเหล่านี้ถือเป็นกระจกสะท้อนงานของเรา...ว่ารัดกุมพอมั๊ย, ครบถ้วนหรือยัง และรวมไปถึงทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้มั๊ย?

...

ช่วงแรก คนที่ถูกถาม จะรู้สึกเหมือนอะไรต่อมิอะไรมันก็ยุ่งยากไปเสียหมด และมีอันต้องประเดประดังเข้ามาพร้อมๆ กันเสียด้วย

ทั้งนี้ก็เพราะระบบงานนั้น มีความเกี่ยวถ้อยร้อยพันกันอย่างซับซ้อน ซึ่งบ่อยครั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจจะแก้ไขได้จากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งได้โดยลำพัง

ยกตัวอย่างเช่น จะแก้ปัญหาสินค้าไม่พอขาย...เราไม่อาจจะแก้ได้ด้วยการสั่งสินค้าเพิ่มแต่เพียงเท่านั้น แต่ต้องแก้เรื่องแผนในการกระจายสินค้าให้เหมาะสมกับยอดขายไปพร้อมๆ กันด้วย

ต่อเมื่อได้ลงมือแก้ไขและปรับปรุงตามที่ Internal Auditor ชี้เป้าและแนะนำแล้ว...เราจะพบว่า สิ่งที่จะต้องแก้ไขนั้น จะลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป...แม้ว่าจะมีเรื่องใหม่มาให้แก้ไขแทนแบบไม่รู้จบก็เถอะ

...

ดังนั้น เราจึงไม่ควรกังวลจนเกินไปนัก เมื่อต้องเจอการตรวจสอบ...เพราะจุดประสงค์ของพวกเค้าคือมา "จับผิด" และจะต้องแนะแนวหนทางแก้ไข

ไม่ใช่มาจับผิดอย่างเดียว แล้วก็เดินจากไป...เหมือนกับพวกที่รอซ้ำเติมยามที่เราผิดพลาด

แน่นอนว่า ถ้าต้องการให้องค์กรดีขึ้น ก็จะต้องยอมรับ, ปรับปรุง และวางแผนป้องกัน ให้ได้อย่างเป็นระบบ

...เพื่อให้องค์กรเกิดการเติบโต, มั่งคั่ง และยั่งยืน ครับ...

#กระจกสะท้อนภาพลักษณ์ฉันใด #การถูกAuditก็สะท้อนความจริงฉันนั้น #แม้จะเหมือนถูกรุมสับแต่แท้ที่จริงคือการขัดเกลา #และการแก้ไขปรับปรุงรวมถึงป้องกันนั้น #เป็นสิ่งที่องค์กรที่ยังมีชีวิตต้อง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...