Skip to main content

Post#4-081: Japanese Standard

Post#4-081:
ผมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลคราวนี้ เพราะมีภารกิจต้องมาประชุมกับชาวญี่ปุ่นถึงกรุงโตเกียว

ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมอยู่เหมือนกัน...เพราะผมไม่ค่อยมีโอกาสได้เจรจาธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นบ่อยนัก

สำหรับผม "ญี่ปุ่น" มีไว้เที่ยวเสียล่ะมากกว่า

...

ในช่วงยี่สิบปีมานี้ ผมเดินทางบ่อยมาก...บ่อยเสียจนผมเบื่อ...แต่ "ญี่ปุ่น" เป็นหนึ่งในน้อยประเทศเหลือเกิน ที่ผมไม่เคยเบื่อหรือคิดจะปฏิเสธที่จะกลับมา

คิดว่า ก็คงเช่นเดียวกับคนไทยหลายๆ ล้านคน ที่ชื่นชอบประเทศญี่ปุ่น...ผมเองก็ชอบอะไรหลายๆ อย่างของญี่ปุ่นเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นอาหาร, การ์ตูน, ของเล่น, เทคโนโลยี, วัฒนธรรม รวมไปถึงนิสัยในการทำงานของคนญี่ปุ่น

...

ผมชอบในความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเทในการทำงานของชาวอาทิตย์อุทัย...และเท่าที่ผมสังเกต ไม่ว่าพวกเค้าจะทำอาชีพอะไร ก็ล้วนแต่จริงจังและใส่ใจไปเสียทั้งหมด

ยกตัวอย่างวันนี้ ผมเดินเข้าร้านขายยา...ผมก็เปิดรูปขวดยาในมือถือดู และเดินวนรอบร้านอยู่ก็หาไม่เจอ ว่าแล้วผมก็เดินไปเพื่อจะถามพนักงานขาย

ปรากฏว่า ยังไม่ทันจะอ้าปากถาม พนักงานขายก็หยิบขวดยาให้ทันที...นั่นแปลว่า พนักงานขายท่านนี้ คงสังเกตผมอยู่สักพักหนึ่ง และเห็นรูปในมือถือผมเข้า

ส่วนเมื่อเช้าก็เช่นกัน...ชาวญี่ปุ่นที่มาประชุมกับผม นอกจากตั้งใจฟังผมพูดทุกคำแล้ว ยังจด short note ลงในสมุดอีกด้วย

ก่อนจบการประชุม ก็มีการทวนสอบความเข้าใจว่าถูกต้องหรือไม่...ซึ่งเป็นพฤติกรรมอันดีที่ผมไม่เคยพบในคนชาติอื่นเลย

...

คงไม่เป็นการเกินเลยหรือทำให้ใครเขม่นนะครับ ถ้าผมจะบอกว่า...นิสัยแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจและใส่ใจของชาวญี่ปุ่นนั้น เป็นอะไรที่พวกเราคนไทยควรพยายาม "เอาอย่าง" เหลือเกิน

แม้ไม่อาจจะฟันธงได้แบบเต็มร้อย แต่เท่าที่ผมศึกษาและสัมผัสกับชาวญี่ปุ่นมา...ผมพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการใช้ชีวิต...ผมพบว่า ชาวญี่ปุ่นก็ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งสิ้น

...หากว่า เราจริงจังกับเรื่องงานได้เท่ากับเรื่องเล่น...ผมก็เชื่อว่า เราคงจะพัฒนาและยกระดับได้เหมือนกับญี่ปุ่น กระมังครับ?...

#ยอมแพ้ให้กับมาตรฐานแบบญี่ปุ่น #แพ้สงครามแผ่นดินไหวสึนามินิวเคลียร์ #ไม่ว่าญี่ปุ่นจะล้มกี่ครั้งก็ลุกขึ้นได้ทุกที #ต่างจากบางชาติที่ล้อเล่นกับเรื่องงานแต่จริงจังกับเรื่องเล่น #ชาติไหนกันนะ?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...