Skip to main content

Post#4-065: Adult Child

Post#4-065:
หนึ่งในสาเหตุหลักๆ ของปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกันของผู้คนในสังคมนั้น ผมคิดว่าคงมีเรื่องของ EQ เป็นคำตอบลำดับต้นๆ

ไม่รู้ว่าผมจะรู้สึกไปเองรึเปล่า...แต่ดูเหมือนว่า ความอดทนอดกลั้นของผู้คนดูจะลดน้อยลงไปมาก

บางที่ถึงกับมีเรื่องกันใหญ่โตหรือถึงกับฆ่ากันตาย...ด้วยสาเหตุที่ไม่น่าจะต้องส่งผลไปถึงเพียงนั้นเลย

หรือว่าสังคมของเราเริ่มจะอยู่ยากขึ้นไปทุกทีกันหนอ?

...

ไม่ว่าเราจะเป็นคนไม่ค่อยฉลาดหรือฉลาดมากๆ ก็ตาม...แต่เราก็อาจเป็นคนที่แย่ในเรื่องการยับยั้งชั่งใจหรือการควบคุมอารมณ์ได้ทั้งสิ้น

ซึ่งบางครั้งไอ้อารมณ์วูบเดียวของเรานั่นแหละ ที่ทำให้ชีวิตของเราต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

สารภาพตรงๆ ว่าผมเองก็เคยทำให้ชีวิตตัวเองต้องยุ่งเหยิง เพราะเจ้าอารมณ์วูบเดียวที่ว่า...และคงมีอีกหลายๆ คนเช่นกัน ที่ต่างก็ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว

...

แต่ก็มีอีกหลายๆ คน ที่เป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่...ที่เราเรียกกันว่า Adult Child (AC) ที่ผมจั่วหัวไว้นั่นล่ะครับ

สรุปง่ายๆ ก็คือ พวกที่โตแต่ตัว แต่ความคิดไม่ได้พัฒนาตามไปด้วย...ซึ่งแย่กว่าการที่เราหลุดไปบ้างบางครั้ง เพราะพวก AC นั้น ไม่ได้หลุดบางครั้ง แต่หลุดทุกครั้งที่ไม่ได้อย่างใจ

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ พวก AC นั้น อาจจะบกพร่องด้าน EQ แบบถาวรเลย...ว่าอย่างนั้น

ตรรกะของความถูกต้องและเหมาะสมของพวก AC จะบิดเบือนไปหมด...ไม่รู้กาลเทศะใดๆ และไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไง, รู้สึกแบบไหน หรือจะมีผลกระทบอะไร

เพราะ AC คิดว่า ข้าคือศูนย์กลางของจักรวาล...ดังนั้น จึงไม่ใช่ไม่เคย "สำนึกผิด" แต่ไม่เคย "รู้สึกผิด" ต่างหาก

...

ตามมุมมองของผม AC อาจเกิดขึ้นได้กับบุคคลที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เล็ก จนเสียคน หรือเกิดจากคนที่ปล่อยให้อารมณ์ครองสติได้บ่อยๆ จนในที่สุดก็เลยหลุดแบบถาวร

AC แบบแรก อาจจะเข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉัน...หรืออาจเกิดจากสันดานส่วนตัวแย่เองก็เป็นได้

ส่วน AC แบบหลัง...คงต้องโทษตัวเองให้มากหน่อย ค่าที่ไม่รู้จักครองสติให้ดีพอที่จะคุมอารมณ์ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม

...IQ แย่ แต่ EQ ดี ยังมีโอกาสปรับปรุงและพัฒนา...แต่หากแม้ IQ ดี แต่ EQ แย่ แบบนี้ก็มีโอกาสเป็นพวก "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" นั่นไงครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...