Skip to main content

Post#4-072: แม้ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่เคยไกล

Post#4-072:
หลายวันก่อน ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนๆ ที่เคยทำงานอยู่ด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน...ซึ่งจะว่าไปแม้จะนานๆ เจอกันที แต่ก็ถือว่าได้เจอกันบ่อยอยู่เหมือนกัน

มานั่งทบทวนดู...ผมไม่ค่อยจะมีเพื่อนในวัยเดียวกันเอาซะเลย...ส่วนมากจะเป็นเพือนที่อายุมากกว่า หรือไม่ก็น้อยกว่าหลายปี

คงเป็นเพราะผม "รีบร้อนแก่" มาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ จึงคุยกับคนในวัยเดียวกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง...เป็นเหตุให้ถูกคอกับผู้มีวัยวุฒิที่สูงกว่า

และเพราะส่วนตัวแล้ว ผมชอบ update ข่าวสารว่าโลกไปถึงไหนกันแล้ว...จึงทำให้ผมชอบให้เด็กๆ หรือน้องๆ มาคุยนั่น นู่น นี่ ให้ฟังบ่อยๆ

สรุปว่า แม้จะไม่ค่อยมีเพื่อนวัยเดียวกันก็ไม่เป็นไร...สำคัญที่ว่า ผมยังมีเพื่อนก็แล้วกัน ^^

...และไม่ว่าจะยังไง...ผมก็ไม่คิดว่า ในโลกใบนี้ จะมีใครอยู่โดยไม่มีเพื่อนได้

...

เอาจริงๆ วันนั้นที่เจอกับเพื่อนๆ...เราคุยกันหลายเรื่องมาก แต่ถามว่ามีเรื่องใดที่เป็นสาระเป็นเรื่องเป็นราวมั๊ย?

ผมต้องอมยิ้มแล้วตอบว่า "ไม่ค่อยจะมี" >_<'

ถ้าจะพูดให้ถูก...ผมว่า การนัดเจอเพื่อนเพื่อทานข้าวเฮฮาน่ะ...การที่ไม่ได้คุยกันแบบมีสาระเลยน่ะนะ เป็นเรื่องที่ "ถูกต้อง" ที่สุดแล้ว

...

หากแต่ในความไม่ค่อยจะมีสาระและแก่นสาร ที่ได้มาเจอะเจอและพูดคุยกันนั้น...กลับแฝง "สาระ" ที่สำคัญยิ่งอยู่...อย่างน้อยก็สำหรับผม

สาระที่ผมว่าก็คือ...ผมได้รู้ว่า ผมยังมีคนที่สามารถคุยเรื่องอะไรก็ได้โดยไม่ต้องปิดซ่อนความรู้สึก, ปรับทุกข์ และขอความเห็นได้...โดยไม่ได้รู้สึกว่า กำลังสร้างภาระให้กับพวกเค้า

เพราะผมรู้ว่า แม้เพื่อนจะช่วยไม่ได้ แต่พวกเค้ายินดีที่จะ "ฟัง" ผมพูด หรืออดทน "ฟัง" ผมบ่น ^^

และผมเองก็จะยินดีเช่นกัน...หากว่าผมจะพอช่วยอะไรเพื่อนได้...หรืออย่างน้อย ก็ช่วยรับฟัง ก็ยังดี

...

ด้วยภาระและหน้าที่การงานที่มากมาย...ทำให้ผมไม่ค่อยจะมีเวลาเจอเพื่อนได้บ่อยๆ

แต่ไม่ว่าจะได้เจอกันบ่อยหรือไม่...ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตไม่ได้เดียวดายเลย เพราะรู้ว่า มีคนรู้สึกแบบเดียวกันอยู่...แม้ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่เคยไกล

เมื่อการมีเพื่อนนั้น สำคัญถึงเพียงนี้...ก็คงจะไม่เกินไปหรอกนะครับ...หากผมจะขอสรุปว่า

...รองจาก "สายโลหิต" ก็คงเป็น "สายสัมพันธ์" นี้เอง ที่ทำให้โลกใบนี้ยังคงน่าอยู่ต่อไป...

#ขอบคุณที่ยังรักกันเหมือนเดิม #ขอบคุณที่มีเวลาให้ #ขอบคุณสำหรับความห่วงใย #เพื่อนกรูรักเมิงว่ะ #ไม่ใช่ล่ะ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...