Skip to main content

Post#5-025: ตามงาน

Post#5-025:
ช่วงนี้ผมทำงานกับชาวเกาหลีค่อนข้างบ่อยไม่น้อยไปกว่าทำงานกับชาวจีน

เอาจริงๆ ผมรู้สึกสนุกและท้าทายมากๆ กับการทำงานกับทั้งสองชาตินี้

ด้วยภาษาที่ต่างกัน...ถ้าไม่มีล่าม ก็ยากที่จะคุยกันรู้เรื่อง, หวังไม่ได้เลยกับการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่แข็งแรง

ไหนจะความแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยของขั้นตอนในการทำงานอีก...บ่อยครั้งที่คุยเรื่องเล็กนิดเดียว แต่ต้องใช้เวลาทั้งวัน กว่าจะเข้าใจตรงกันได้

...

เท่าที่ผมประสบมา...ตามงานกับชาวจีน (บางคน) จะง่ายและรวดเร็วกว่า แต่ไม่ค่อยละเอียด ผิดแล้วผิดอีก

ส่วนตามงานกับชาวเกาหลี (บางคนเช่นกัน)...กว่าที่จะได้ข้อมูลแต่ละเรื่องแต่ละอย่าง มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน แต่เมื่อได้มาแล้ว ข้อมูลก็มักจะค่อนข้างครบถ้วนและถูกต้อง

ออกตัวก่อน ว่าผมไม่ได้หมายความว่าชาวจีนหรือชาวเกาหลีทุกคนที่ทำธุรกิจ จะเป็นแบบนี้ไปเสียทั้งหมดนะครับ...อาจจะเป็นที่ผมสื่อสารกับพวกเค้าไม่ดีพอ ก็เป็นได้

...

แต่พูดก็พูดเถอะครับ...ไม่ว่าจะทำงานกับชาติไหน ภาษาใด ก็ตาม...เอาจริงๆ เราก็จะแบ่งกลุ่มคนออกได้เป็น 2 พวก อยู่ดีนั่นเอง

คือ พวกที่ตั้งใจและรับผิดชอบงานของตัวเองเป็นอย่างดี เรียกว่างานไม่เป๊ะไม่ปล่อย

กับอีกพวก ก็คือ พวกที่ทำงานส่งให้เรา โดยที่นึกว่าเราชื่อเดช

ถ้าต้องส่งงานให้อีกฝ่าย...จงคิดเสมือนว่า เราเป็นฝ่ายที่จะต้องรับงานเสียเอง

วิธีนี้ จะทำให้เรามองในมุมของคนที่ต้องรับงานไปทำต่อ...และทำให้เราพิถีพิถันในการส่งงานมากขึ้น

...และต้องจำไว้ครับว่า...ถ้าส่งขยะไป ก็อย่าคาดหวังว่าจะได้เป็นสิ่งล้ำค่ากลับคืน...

#NoteToSelf:

  • ไม่ว่าจะจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไทย หรือจะชาติไหนๆ...ยังไงก็ต้องสื่อด้วยภาษาจริงใจ ก่อนที่จะใช้ภาษาอื่นๆ สื่อสาร
  • ตามงานหรือส่งงาน อย่าทำตัวเหมือนเป็น Mr.Postman แต่ต้องทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของงานร่วมกัน
  • ถ้าไม่อยากได้ขยะ ก็อย่าส่งขยะให้คนอื่น...และถ้าได้รับขยะ จงร้องทุกข์ ไม่ใช่ส่งขยะย้อนกลับ
  • ถ้าร้องทุกข์แล้วยังได้ขยะอย่างต่อเนื่อง...อย่าทนทำงานด้วยต่อ เพราะมันจะทำให้เราจมกองขยะไปด้วย

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...