Skip to main content

Post#5-055: การบ้าน

Post#5-055:
สิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่ มักจะเกลียดกลัวเอามากๆ สมัยที่ยังเป็นแก๊งฟันน้ำนมอยู่ ก็คือการบ้านนั่นเอง

กลับถึงบ้าน แทนที่จะได้เล่นสบายๆ หรือดูการ์ตูนทีวีให้ฉ่ำอุรา กลับต้องมางกๆ ทำการบ้าน ซะงั้น

บางวันที่วิญญาณเกเรเข้าสิง...ก็ไม่ทำการบ้านมันซะงั้น เล่นให้สุขกายสบายใจดีกว่า...เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้ค่อยไปลอกเพื่อนเอา

...

แต่จริงๆ แล้ว...จุดประสงค์ของการบ้านนั้น มีไว้เพื่อให้เราทบทวนความเข้าใจในบทเรียนที่เรียนมาทั้งวัน

แปลว่า ถ้าวันไหนไม่ตั้งใจเรียน ก็มีอันเชื่อได้ว่า เราก็จะทำการบ้านด้วยความติดๆ ขัดๆ ต้องถามพ่อกวนแม่ ให้วุ่นวาย

พอทำการบ้านไม่ได้ดี ก็โดนคุณครูดุ ไม่ก็โดนตี...ก็เลยพาลทำให้เกลียดวิชา เกลียดการเรียน เกลียดโรงเรียน ไปเสียหมด

แค่ลืมไปอย่างเดียวเท่านั้นเอง...คือลืมนึกไปว่า ทั้งหมดทั้งมวล ก็เกิดจากตัวเองนั่นแหละ ที่บกพร่องในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน

...

หลายๆ คนเลย...ที่ในชีวิตจริง ก็ยังทำตัวเหมือนเด็กเกเรที่ไม่ชอบทำการบ้าน

มาทำงาน ก็คือแค่มาอยู่ให้ครบตามเวลา ก็เท่านั้น...ไม่ประสงค์จะใฝ่รู้, ไม่ประสงค์จะทบทวน และไม่ประสงค์จะเข้าใจในงานของตน

แต่แปลกที่ประสงค์จะก้าวหน้าอย่างเต็มเปี่ยม?

...

สมัยเด็ก ไม่ขยันทำการบ้าน ทำไมถึงกล้าคิดว่าจะสอบได้คะแนนดีๆ?

สมัยโต ไม่ขวนขวายในงานที่รับผิดชอบ ทำไมถึงกล้าคิดว่าจะได้ปรับเงินเดือน เลื่อนขั้น ปรับตำแหน่ง?

สมัยเด็ก รอดจากโดนครูตี ด้วยการลอกการบ้าน

สมัยโต จะรอดจากการโดนนายด่า ด้วยการลอกหรือขโมยผลงานคนอื่น อีกรึยังไง?

สมัยเด็ก พร่ำบ่นโทษครูว่าใจร้าย สอนไม่รู้เรื่อง แต่ไม่เคยดูความผิดตัวเอง

สมัยโต เกลียดนาย และมัวแต่ฝันถึงเงินเดือนมากๆ โบนัสดีๆ แต่ไม่เคยดูตัวเองเลย ว่าทำประโยชน์อะไรให้องค์กร

เรียกว่า จากเด็ก ก็กลายเป็นผู้ใหญ่แค่ร่างกาย...หากแต่ จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ยังคงไร้เดียงสา เหมือนเด็กน้อย

...ไม่รู้ว่า เราเรียกพวกที่โตแต่ตัวแต่ไม่รู้จักคิดว่าอะไรนะครับ?...

#NoteToSelf: 

  • หากมองการบ้านเป็นภาระ เราจะเกลียด...แต่ถ้ามองเป็นการทบทวน เราจะเก่ง
  • หากมองการพัฒนาผลงานเป็นความเหนื่อยหน่าย เราจะดักดาน...แต่ถ้ามองเป็นความท้าทาย เราจะรุ่งโรจน์
  • ทำงานเพื่อเงิน ต่างจากทำงานเพื่องาน
  • งานเลว เงินดี ก็มีจบ แต่งานดี เงินแย่ ก็แค่ชั่วคราว
  • ถ้าการบ้าน คือสิ่งทบทวนความเข้าใจในบทเรียน...การพัฒนาผลงาน ก็คือสิ่งทบทวนความเชี่ยวชาญในอาชีพ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...