Skip to main content

Post#5-048: Expert

Post#5-048:
เวลาเราได้ยินว่า มีใครคนใดคนหนึ่งทำอาชีพใดๆ มาเป็นสิบๆ ปี...เราคาดหวังอะไรในตัวคนๆ นั้นครับ?

คาดว่า คนส่วนใหญ่ คงจะมองว่า ใครคนที่ว่า ก็น่าจะเป็น Expert (หรือที่ภาษาไทยเรียกว่าผู้ชำนาญการ”) กระมังครับ?

แต่จริงๆ แล้ว...การสรุปแบบนี้ มันใช่หรือเปล่าหนอ?

...

ว่ากันตามทฤษฎีแล้ว...คนที่ทำอาชีพเดิม ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ก็น่าจะมีความรู้ความชำนาญในงานมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ก็มีผู้คนไม่น้อย ที่ค่อนข้างทำตัวได้น่าผิดหวัง...เพราะไม่ได้เก่งขึ้นตามระยะเวลาที่ทำอาชีพนั้นๆ

ถึงตรงนี้ ผมอยากชวนให้เราตั้งข้อสังเกตกันสักหน่อยครับ

คำว่าชำนาญการกับจำเจการนั้น มีความเหมือนกันอยู่บ้าง ตรงที่เป็นการทำงานประเภทเดิมซ้ำๆ

แต่มันต่างกันอย่างมหาศาล ตรงที่ผู้ชำนาญการจะหาวิธีทำงานประเภทเดิมให้ดีขึ้นและเร็วขึ้น...จนกลายเป็นกระบี่มือหนึ่งที่ยากจะหาคู่ต่อกร

ในขณะที่ผู้จำเจการจะทำงานประเภทเดิม ด้วยวิธีเดิมๆ โดยไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงใดๆ...ซึ่งงานอาจจะเร็วขึ้น เพราะเคยชิน แต่อย่าได้คาดหวังว่างานจะดีขึ้นกว่าเดิม

...

สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราเป็นผู้ชำนาญการเราจะทำงานแบบเดิมให้ดีขึ้นทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

แต่ถ้าตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา...เราดีขึ้นแค่เชิงปริมาณ ก็ชัดเจนว่า เราก็เป็นเพียงแค่ผู้จำเจการ

ดังนั้น การทำอาชีพเดิมๆ จึงไม่ใช่เรื่องผิด...หากว่าผ่านมาสิบปี เราได้เติบโตขึ้น จนเป็นกระบี่มือหนึ่ง

แต่ถ้าผ่านมาสิบปี เรายังทำอาชีพเดิม โดยมีฝีมือที่ไม่ก้าวหน้าไปไหน หรือรับตำแหน่งเดิมโดยไม่เคยเลื่อนขั้นเลย...

...แบบนี้ ก็เปรียบเราเป็นอะไรไปเสียมิได้...นอกจากจะเป็นได้แค่ดาบผ่าฟืน”...

#NoteToSelf: 

  • ทำซ้ำๆ โดยไม่เคยพัฒนา...ก็คือหายนะของความก้าวหน้าในชีวิต
  • ทำอาชีพเดิมมานานไม่ใช่เรื่องผิด...หากแต่ทำแบบเดิมมานานไม่ใช่เรื่องถูก
  • ชำนาญยิ่งทำยิ่งเก่ง...แต่จำเจยิ่งทำยิ่งแย่ (ทั้งคุณภาพงานและคุณภาพใจ)

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...