Skip to main content

Post#5-033: กลัวลูกน้องเก่งเกินหน้า

Post#5-033:
ช่วงเช้าที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้คุยสัพเพเหระทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวกับลูกน้องคนสนิทคนหนึ่ง

เอาจริงๆ ผมชอบฟังเวลาที่น้องๆ เล่าเรื่องนั่น นู่น นี่ ให้ฟังอยู่ไม่น้อย...เพราะเรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน

ที่สำคัญ...วิธีคิดและวิสัยทัศน์ของน้องๆ ก็มักจะแว่บออกมาให้เห็นในระหว่างคุยกันอยู่บ่อยๆ

...

ผมเชื่อว่าเจ้านายส่วนใหญ่ มักจะต้องการเห็นลูกน้องเติบโตขึ้น เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการทำงาน

ไม่ว่าจะเป็นทำงานเก่งขึ้น (Competency), ฉลาดคิดมากขึ้น (IQ) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เติบโตขึ้นในด้าน EQ...หรือที่ผมชอบแปลมันว่า วุฒิภาวะทางอารมณ์

คนเป็นพ่อแม่ ภาคภูมิใจที่ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนรู้คิดฉันใด...คนเป็นเจ้านายก็ภาคภูมิใจ ที่ได้เห็นลูกน้องเติบโตขึ้นเป็นคนคิดเป็นฉันนั้น

...

นอกจากเจ้านายที่มีมุทิตาจิตกับลูกน้องแล้ว...ความจริง เราก็พบเห็นหัวหน้าที่กลัวว่าลูกน้องจะเก่งแซงหน้า ด้วยเช่นกัน

หัวหน้าประเภทนี้ ช่างน่าสมเพชเอามากๆ...เพราะมัวแต่กลัวลูกน้องจะแซงหน้า แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเรามัวแต่ระแวงคนอื่นๆ มันจึงเป็นการทำให้เราละเลยตัวเอง...สุดท้ายแล้ว ถ้าลูกน้องเราเก่งจริงๆ เราก็ไม่มีวันที่จะขัดขวางความก้าวหน้าของเค้าได้ 

และเมื่อวันที่เค้าเก่งเกินหน้าเรามาถึง...คนที่น่าสมเพชที่สุด ก็คือตัวเราเอง

ถึงวันนั้น เราก็คงจะตีอกชกหัวตัวเอง ว่ารู้งี้เอาเวลาไปพัฒนาตัวเอง ดีกว่าไปมัวระแวงหรือขัดขาคนอื่น

...

ผมจงใจใช้คำว่าหัวหน้าไม่ใช่เจ้านาย”...ก็เพราะหัวหน้านั้น เป็นเพียงผู้นำโดยตำแหน่ง

ต่างจากเจ้านายที่เป็นผู้นำโดยคุณลักษณะส่วนตัว...คือเป็นผู้ที่น้องๆ ให้ทั้งความเคารพและยำเกรง

แม้ว่าวันหนึ่ง คลื่นลูกหลังอาจจะแซงคลื่นลูกหน้าไปได้...แต่คลื่นลูกหลังนั้น จะซัดผ่านเราไปด้วยความอ่อนน้อม

...

น่ายินดีที่คุณลักษณะแห่งเจ้านายนั้น เป็นเรื่องที่ฝึกกันได้

แต่ทั้งนี้ เราต้องฝึกตั้งแต่วิธีคิดและเชื่อ...ไม่ใช่ข้ามไปที่การจำจาก Idol ทั้งหลายมาทำ

จำไว้ว่า แกะที่ห่มหนังเสือ...ยังไงก็คือแกะนั่นแหละ

เพราะถ้าเรายังไม่เป็นเจ้านายตั้งแต่วิธีคิด...สิ่งที่เราพูดและทำ ก็ย่อมจะไม่ทำให้เราก้าวข้ามวิถีเดิมๆ ไปได้

...มาพัฒนาตัวเราให้ลูกน้องเคารพในความดีและยำเกรงในความเก่ง”...ไปด้วยกันนะครับ...

#NoteToSelf: 

  • จะเป็นเจ้านายที่ดีได้...ต้องเริ่มจากเป็นหัวหน้าที่ดีให้ได้ก่อน
  • มันไม่ยากที่จะทำให้ลูกน้องรักด้วยวิธีพิเศษต่างๆ...แต่มันยากที่จะทำให้ลูกน้องทั้งรักและยอมรับเราในหนทางที่ถูกและควร
  • จำไว้เตือนตนว่า Leadership is by action, not position!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...