Skip to main content

Post#5-038: แม้จะต่างชาติต่างภาษา...แต่ต่างต้องเข้าใจ

Post#5-038:
ผมใช้เวลาครึ่งเช้าของวันกับช่วงบ่ายต้นๆ หมดไปกับการประชุมกับ Partner ชาวเกาหลี

ด้วยความแตกต่างของวัฒนธรรมการทำงานและภาษา ทำให้การประชุมกับชาวเกาหลีแต่ละครั้งของผม...ไม่เคยง่ายเลย

เราเริ่มคุยงานกันมาเกือบ 3 เดือน...และทุกครั้งที่เจอกัน มันเหมือนกับกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง

อย่างวันนี้ ผมสอบถามความคืบหน้าในการทำงานหลังจากที่ทางเกาหลีหยุดยาวกว่า 10 วัน เมื่อช่วงต้นเดือน

ผลก็คือ ผมต้องหัวเราะด้วยความเหนื่อยใจ...เพราะต้องเริ่มอธิบายใหม่อีกแล้ว ^^

...

แม้ว่าเราจะสามารถคุยกันได้ง่ายๆ ด้วย Conference Call หรือจะเป็นการส่งข้อความผ่าน email หรือ kakao...

แต่ชาวเกาหลี (ซึ่งผมไม่กล้าฟันธง ว่าเป็นทุกคนหรือไม่) จะชอบการคุยกันแบบ face-to-face มากกว่า

เอาจริงๆ สำหรับผมแล้ว...มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย กับโลกของธุรกิจที่ต้องอาศัยความรวดเร็วในการทำงาน

และแม้จะมาคุยกันต่อหน้าก็ตาม...ก็ใช่ว่าล่ามจะแปลสิ่งที่แต่ละฝ่ายอยากสื่อ ได้เข้าใจทั้งหมด

...

อีกนิสัยหนึ่งที่ผมพบในชาวเกาหลีที่ผมคลุกคลีด้วยกว่า 20 คน...ก็คือความกลัวเสียหน้า

สำหรับผม นิสัยนี้ ก็คล้ายๆ กับ ความกลัวว่าตัวเองจะดูไม่ฉลาด นั่นเอง

ดังนั้น เวลาที่ถามชาวเกาหลีว่า เข้าใจมั๊ย?...น้อยครั้งนัก ที่เค้าจะยอมรับว่า ไม่เข้าใจ

ที่ผมเหนื่อยใจที่สุด ก็คือ แม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ถามนี่เอง...เข้าทำนองเสียเวลาไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้ประมาณนั้นเลย

...

ผมย้ำอีกทีนะครับ ว่าที่เล่ามานั้น ผมไม่ได้หมายรวมและหมายความว่า ชาวเกาหลีทุกคน จะต้องเป็นแบบนี้

บางที อาจจะเป็นเพราะผมเองกระมัง ที่ขาดศักยภาพในการสื่อสารที่ดีกับชาวเกาหลีที่ผมรู้จัก ก็เป็นได้

เอาจริงๆ ผมก็อยากรู้เช่นกัน ว่าเพื่อนชาวเกาหลีมองวิธีทำงานของผมแบบไหน?

ก็เป็นไปได้สูงมาก...ที่เค้าอาจจะมองว่า วิธีการทำงานของผม ยังใช้ไม่ได้สำหรับพวกเค้า เช่นกัน

...

ยังไงก็ตาม...เมื่อความพยายามที่ผ่านมาไร้ผลลัพธ์ที่ดี...ผมก็จะหาวิธีปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ในการ deal กับเพื่อนชาวเกาหลี ให้จงได้

เพราะอย่างน้อย เพื่อนชาวเกาหลีที่ผมรู้จัก ก็มีความน่ารักและเป็นกันเองอยู่ในตัว มีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่น่าคบหา

ดังนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างปรับเข้าหากัน และต่างก็เข้าใจกันมากขึ้นแล้วล่ะก็

...ดอกผลของธุรกิจ ก็คงจะผลิดอกออกผลขึ้นจากต้นไม้แห่งมิตรภาพที่งดงาม กระมังครับ?...

#NoteToSelf: 

  • การทำงานร่วมกัน ย่อมต้องมีความไม่ถูกใจกันบ้าง เป็นธรรมดา...สำคัญที่ว่า จะจัดการกับความไม่ถูกใจอย่างไร ให้ทั้งสองฝ่าย ยังทำงานร่วมกันได้ต่อไป
  • ถ้าจะคาดหวังให้เค้าเข้าใจเรา...เราคงต้องเริ่มจากเข้าใจเค้าให้ได้ก่อน และเราน่าจะทำเช่นนั้นได้ ด้วยการลดอคติที่มีต่ออีกฝ่ายลงก่อน
  • ก่อนมีภาษาและวัฒนธรรมเกิดขึ้น...สงสัยมั๊ย ว่ามนุษย์เข้าใจกันและกันได้ยังไง? คำตอบ น่าจะไม่พ้นการใช้ใจสื่อถึงใจกระมัง?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...