Skip to main content

Post#5-031: ท่องเพื่อไปทำ จำเพื่อไปสอบ

Post#5-031:
ผมเป็นคนชอบอ่าน”...และวันๆ ก็ใช้เวลาหมดไปกับการอ่านเยอะมากจริงๆ

แล้ววันๆ เราอ่านอะไรกันบ้างหนอ?

ลองถามตัวเองดูมั๊ยครับ?

...

ผมเริ่มต้นวันด้วยการอ่านข้อมูลจาก Cyberworld ทั้งหลาย...ทั้งข่าวที่น่าสนใจและเรื่องทั่วๆ ไป

พอถึง office ก็เริ่มอ่าน email” ที่วันๆ มีนับร้อยฉบับ

จากนั้น ก็เริ่มอ่านเอกสารที่ทีมงานส่งเข้ามาให้อนุมัติ

เรียกว่า หมดครึ่งวันไปกับการ digest ข้อมูลจากการอ่านและอ่านนั่นเอง

ส่วนก่อนนอน...ผมก็มักจะใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือหรือ e-book” ที่ชอบ

...

ถามว่า การอ่านมากๆ แล้วจะทำให้ฉลาดมากขึ้นมั๊ย?

ถ้าคิดเผินๆ ก็น่าจะใช่...หากแต่ผมไม่แน่ใจนัก

เพราะถ้าเก่งแต่อ่านหรือเก็บข้อมูลโดยไม่คิดตาม หรือนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์...ผมก็ไม่รู้ว่า เราจะอ่านข้อมูลปริมาณมหาศาลในแต่ละวันไปเพื่ออะไร?

...

ถ้าคนเราอิ่มท้องด้วยอาหาร...เราก็คงจะอิ่มสมองด้วยข้อมูล

อาหารจำเป็นต้องถูกย่อยก่อนที่ร่างกายจะดึงไปเป็นพลังงาน ฉันใด

ข้อมูลก็ควรจะต้องถูกประมวลผลหรือย่อยด้วยการคิด”...ก่อนที่มันจะกลายเป็นความฉลาดได้ฉันนั้น

...

Einstein ก็เคยให้สติเกี่ยวกับการขยันอ่านแต่ขี้เกียจคิดไว้ว่า

“Any man who reads too much and uses his own brain too little falls into lazy habits of thinking.”

แปลว่าใครก็ตามที่อ่านมากๆ แต่ไม่ใช้สมองคิดตาม ก็จะกลายเป็นพวกมีนิสัยขี้เกียจคิด

ก็หมายความตรงๆ เลยล่ะครับ...ว่าแม้จะอ่านมามาก แล้วก็จำเก่งมาก...ก็ไม่ได้แปลว่า เราฉลาด

...เพราะจะฉลาดได้...ต้องเอาข้อมูลมาคิดแล้วก็แปลงให้เป็นประโยชน์กับตัวเรา เท่านั้นเอง...

#NoteToSelf: 

  • สุ จิ ปุ ลิ อันเป็นหัวใจนักปราชญ์ คือ ฟัง คิด ถาม เขียน...ไม่มีสักข้อที่บอกให้ ท่องจำ
  • เมื่อเข้าใจถึงแก่น...เราจะไม่ต้องท่องจำ เพราะความเข้าใจมันจะอยู่ในสมองและหัวใจ
  • หากใครที่ท่องเพื่อไปทำ จำเพื่อไปสอบ”...ก็ไม่ต้องแปลกใจ ก็เพราะแบบนี้ไง ที่เราจึงไม่เคยไปถึงไหน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...