Skip to main content

Post#5-039: เหนื่อยใจจริงหนอ

Post#5-039:
เหนื่อยหนอชีวิตนี้?

หลายคนคงกำลังรำพึงคำนี้อยู่ในหัวอก

เอาจริงๆ ก็คงไม่มีใครไม่เหนื่อยกับการใช้ชีวิต...นั่นก็เพราะเรามีเรื่องต้องต่อสู้และฟันฝ่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ไม่ว่าจะทำมาหาเลี้ยงชีพแบบไหน...ยังไงก็ต้องมีวันที่เราเหนื่อย, เราท้อ, เราไม่อยากไปต่อ และเราอาจจะอยากหนีออกไปจากชีวิตของตัวเราเอง

นี่เอง...ที่ใครไม่เคยเจอกับตัวก็ไม่รู้...ว่าเหนื่อยกายมันไม่เท่าไหร่...แต่เหนื่อยใจนี่ มันเหมือนกับถูกโลกทั้งใบทับไว้อย่างนั้นเชียว

...

หลายๆ คน คงอยากรู้ ว่าทำยังไงดีหนอ ถึงจะทำให้หายเหนื่อยใจได้?

ลองคิดดูกันมั๊ยครับ?

วันอาทิตย์สบายๆ แบบนี้...ผมให้เวลาเต็มที่เลย ลองค่อยๆ คิดดู

พอคิดออกแล้ว...ค่อยมาอ่านต่อก็ได้ครับ ^^

...

คำตอบมันอาจจะง่าย แต่อาจจะทำตามได้ยากสักหน่อยครับ

จะหายเหนื่อยใจได้...เริ่มง่ายๆ จากต้องอยากหายก่อน

ถ้าไม่อยากหาย...ไม่ว่าเราจะทำยังไง หรือใครมาทำอะไรให้...อาการเหนื่อยใจก็ไม่มีวันจะจางไปได้

ก็เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากข้างใน...

ดังนั้น จะแก้ได้ ก็ต้องแก้จากข้างใน

...ก็บอกแล้ว ว่ามันเป็นตรรกะง่ายๆ แต่ทำยากจริงๆ

...

แน่นอนว่า วิธีการจัดการกับอาการเหนื่อยใจ ของแต่ละคนนั้น...ย่อมไม่เหมือนกัน

ผมใช้วิธีบ้านๆ...ด้วยการหาสาเหตุของความเหนื่อยใจให้เจอก่อน

เมื่อหาเจอแล้ว...ถ้าแก้ได้ ผมก็จะแก้ทันที

แต่ถ้าแก้เดี๋ยวนั้นไม่ได้...ผมจะใช้วิธีหาเหตุผลที่จะมาเติมพลังบวก มาเพื่อสู้กับพลังลบให้ได้

ป่วยการที่จะมานั่งหลอกตัวเอง ให้หายเหนื่อยใจ เพราะมันยาก

แต่ได้ผลแน่ๆ...ถ้าเราหาเหตุผลที่จะทำให้เรายอมแพ้ต่ออาการเหนื่อยใจไม่ได้เจอ

...

อาการเหนื่อยใจ ก็คือหนึ่งในความทุกข์

และในเมื่อมันเป็นความทุกข์...ก็เข้าทางเรา ที่จะจัดการกับมันด้วยอาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุด

ก็อริยสัจ 4” นั่นไงครับ!

สำคัญแต่ว่า เราพร้อมมั้ยที่จะหยิบอาวุธนี้ มาฟาดฟันความเหนื่อยใจนี้ให้สูญสลายไป?

ถ้ารีบจัดการกับมัน...แม้อาการเหนื่อยใจจะไม่หายไปโดยถาวร แต่มันก็จะจางลง

อะไรนะครับ...แล้วถ้ามันกลับมาอีกล่ะ?

ก็หัดรู้สึกตัวให้เร็วขึ้น หยิบอาวุธมาจัดการกับมันให้เร็วๆ สิครับ

...พอมันรู้ว่า เราไม่ยอมเป็นเหยื่อของมัน มันก็จะลาจากใจของเราไปเอง นั่นแหละ!...

#NoteToSelf: 

  • ใครๆ ก็เคยเหนื่อยใจ...เป็นเรื่องธรรมดาโลก...แต่อย่าถอดใจเพราะนั่นคือการโยนอาวุธทิ้ง
  • ถ้าไม่เริ่มจากตัวเองก่อน...ทำไม จะมาหวังพึ่งใคร หรือปัจจัยภายนอกมาช่วย?
  • ไม่ว่าความเหนื่อยใจนั้น จะหนักหนาเพียงใด...จงจัดการกับมันด้วยสติเพื่อให้หนักหนาคลายลงเป็นเบาบาง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...