Skip to main content

Post#5-052: ไม่สมบูรณ์แต่สมดุล

Post#5-052:
หนึ่งในความฝันวัยเยาว์ของใครหลายๆ คน ก็คือ การเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ

ถ้าเป็นผู้ชายก็อยากหล่อ, รูปร่างดี, มีรถหรู, ดูฉลาด, มาดคุณชาย และจับจ่ายคล่อง

ส่วนถ้าเป็นผู้หญิงก็อยากสวย, รูปร่างเซ็กซี่, มีคนพะเน้าพะนอ, ได้ทุกอย่างตามที่ขอ และไม่ต้องงอชายใด

แต่ในความเป็นจริง คนที่ได้รับพรเหล่านั้นครบถ้วนนั้น มีน้อยกว่าน้อย

...

โดยมากเรามักจะได้ยินกันว่า “Nobody is perfect!” เสียล่ะมากกว่า...และต้องยอมรับกันว่า ประโยคนี้ มันเป็นความจริงที่ไม่ว่าใครก็คงจะปฏิเสธได้ยาก

รวมความแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะมีจุดด้อยกันบ้าง คนละอย่างสองอย่าง หรือบางคนก็มีจุดด้อยมากกว่าจุดเด่น ว่างั้น

แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น จะเอายังไงกับชีวิตดีล่ะ?

...

ใครที่มีจุดด้อยมากมาย ก็ควรจะเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้เสียก่อน

อย่ามัวแต่ก่นด่าชะตากรรม เพราะมันไม่ได้ทำให้จุดด้อยนั้นหายไป...ตรงกันข้าม มันจะยิ่งกลายเป็นการย้ำให้จุดด้อยนั้น ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

ก็เหมือนเรามัวแต่บ่นว่าห้องมันมืด แต่ไม่ยอมเปิดไฟ หรือจุดตะเกียงนั่นเอง

อยากดีขึ้น ต้องเริ่มด้วยคิด ตามด้วยทำ และทำให้วงจรนี้เกิดขึ้นกับตัวเราอย่างต่อเนื่อง...อย่าหยุดง่ายๆ อย่ายอมง่ายๆ

...

หากแต่ถ้าจุดด้อยนั้น มันไม่อาจจะลบเลือนไปได้โดยง่ายหรือโดยเร็วล่ะ...เราจะทำยังไงดีหนอ?

ก็ในเมื่อไม่มีใครสมบูรณ์แบบ...เราก็ไม่จำเป็นต้องพยายามเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบจนกลายเป็นกระเสือกกระสน

ขาดบางอย่าง ก็ต้องมีชีวิตอย่างเข้มแข็ง...ด้วยสิ่งที่เรามี หรือมิใช่?

สิ่งที่น่าอายจึงไม่ใช่การไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบ”...หากแต่เป็นการเป็นคนไม่ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองต่างหาก

...

กับความรักก็เช่นกันครับ

เอาจริงๆ นิยายหรือชีวิตจริงคงจะจืดชืดน่าดู ถ้ามีแต่คนที่สมบูรณ์แบบเต็มไปหมด...

ก็เพราะชีวิตของเราไม่สมบูรณ์แบบนั่นไง...เราจึงมองหาใครอีกคนมาเติมเต็ม

เชื่อเถอะครับ ว่าใครอีกคนที่ว่า ก็ไม่ได้มองหาคนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเค้าหรือเธอ...หากแต่มองหาใครคนนั้นที่มีส่วนที่เรายังขาดหายไป

...และใช้ความรักเชื่อมมันเอาไว้ เพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน...เป็นสมดุลที่ดีกว่าสมบูรณ์อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้...จริงมั๊ยครับ?...

#NoteToSelf: 

  • จะมีชีวิตบั้นปลายเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ...มันเริ่มจากวิธีคิดตั้งแต่วันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้
  • วันหนึ่งเราจะเข้าใจ ว่าที่สุดของความสมูรณ์แบบก็คือความไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง
  • แล้วไง ก็จงมีชีวิตต่อไป ด้วยการรู้จักสร้างสมดุลบนความไม่สมบูรณ์แบบนั้น ต่อไป...ไม่ใช่มัวแต่ก่นด่าชะตากรรมโดยไม่ลงมือ
  • กับความรัก...อย่ามัวแต่มองหาหรือไขว่คว้าคนที่สมบูรณ์แบบ เพราะคนที่จะเติมส่วนที่เราขาดหายไปได้ ก็มีแต่คนที่สมดุลกับเรา เท่านั้น
  • ขอบคุณพี่ป้างสำหรับเพลงโดนใจที่ทำให้ได้คิดต่อ...ไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์ แต่ฟังรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...