Skip to main content

Post#2-107: พบเพื่อจาก...พรากเพื่อเจอ

Post#2-107:
ช่วงนี้ชีวิตผมวุ่นวายและปั่นป่วนมากพอควร...

เหตุเกิดจากการย้าย office และ warehouse ในเวลาเดียวกัน -"-

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาโลก ไม่ยกเว้นให้สิ่งใดที่เป็นอนิจจังทั้งหลายทั้งปวง

เพื่อนร่วมงานบางคนต้องจากไป บางคนเข้ามาใหม่ ตามครรลองของการพบเพื่อจาก พรากเพื่อเจอ หมุนไปตามวงรอบของอายุงานและโอกาสของแต่ละคน

ทุก office ต่างก็มีคนที่จากไป ซึ่งเราต่างก็อวยพรให้เค้าโชคดี ไปประสบความสำเร็จในทางที่เค้าเลือกเดิน และแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ เราต่างก็ยินดีต้อนรับ และหวังให้เค้าปรับตัวให้เข้ากับคนเก่าๆ และนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมในส่วนที่เราขาดหายไป

ผมเองก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่เช่นกัน...

ยอมรับว่าใจหายทุกครั้ง ที่เพื่อนร่วมงานเดินจากไป เพราะเหนื่อยยากมาด้วยกัน ก็หวังจะเปิดแชมเปญฉลองกับพวกเค้า...

และตื่นเต้นทุกครั้งที่จะมีเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ เข้ามา ยินดีที่จะมีใครมาเติมสีสันและชีวิตชีวาให้กับคนที่อยู่มาก่อน

ไม่ว่าจะจากลาหรือต้อนรับ ล้วนแต่มีเรื่องราวและแง่มุมดีๆ ให้ทบทวนและเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

...

และอันที่จริง...ผมให้ความสำคัญกับการจากลาไม่น้อยกว่าการต้อนรับ แม้ภายนอกจะดูไม่ "ดราม่า" แต่ผมก็เตรียมการสำหรับทั้ง 2 เรื่องนี้ มากกว่าระดับปกติเสมอ

แม้จะรู้ว่า เราทำให้ทุกคนมีความสุขและสมหวังทุกเรื่องไม่ได้ แต่ผมก็หวังว่า การที่ทั้งคนจากไปและคนเข้ามา มีเรื่องราวดีๆ บางอย่างให้นึกถึง ก็คงจะดีกว่าไม่มีเอาซะเลย

การอยู่ด้วยกันใน office มีคนมากหน้าหลายตามารวมกัน ต่างจิตต่างความคิด ร้อยพันความรู้สึก...ดังนั้น วันชื่นกับคืนร้ายของทุกๆ คน จึงเป็นเหมือนเงาของกันและกันที่แยกไม่ออก ผลัดกันออกมาแสดงบทนำในใจเราและคนรอบข้างเสมอๆ

ฉะนั้น เวลาเราอยู่ร่วมกัน ก็พยายามช่วยกันประคับประคองให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขมากกว่าทุกข์ และแม้จะจากไปก็ควรจากกันให้ "สวย" กว่าตอนเจอกัน

ไม่แน่ว่าทางเดินชีวิตข้างหน้า อาจจะมาทับซ้อนกันอีกก็เป็นได้ครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...