Skip to main content

Post#2-93: รู้เขา รู้เรา

Post#2-93:
ในการเจรจาธุรกิจอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้นการชิงไหวชิงพริบในการเจรจาต่อรอง (ซึ่งผมเคยคุยให้ฟังแล้วใน Post#260 และ #286)

แม้ผมจะชอบการเจรจาแบบ win-win ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า น้อยครั้งนักที่คู่เจรจาทั้ง 2 ฝ่าย จะกลับไปด้วยความพอใจ ด้วยเพราะต่างคนต่างก็ต้องการ cake ส่วนที่ใหญ่กว่า หรือต้องการเป็นผู้ชนะที่ใหญ่กว่านั่นเอง

การเจรจาต่อรองสำหรับผม ก็เหมือนเรากำลังเล่นไพ่เก้าเกผสมกับรัมมี่ (ขออภัยสำหรับท่านที่ไม่รู้เรื่องการเล่นไพ่ และผมไม่ได้หมายความหรือสนับสนุนให้ใครเล่นไพ่นะครับ) หมายความว่า เราต้อง “อ่าน” สีหน้า, แววตา, อารมณ์ และ “ไต๋” ที่เค้ากลบเอาไว้ให้ได้

บางครั้งในการเจรจา หากอีกฝ่ายไม่เปิดช่องว่าง เราจึงอาจต้องเป็นฝ่ายเปิดช่องว่างซะเอง เรียกว่า แผนเปิดช่องเพื่อลวงให้คู่เจรจาเปิด “ไต๋” นั่นแหละครับ เสี่ยงทิ้งไพ่ที่เราต้องการน้อยที่สุด และรอดูปฏิกิริยาว่าเค้าทำยัไงงกับไพ่ที่เราทิ้งลงไป

เค้าจะหยิบไพ่เราขึ้นไป หรือจั่วใหม่ขึ้นจากกอง ล้วนทำให้เราสามารถประเมิน “ไต๋” ที่เค้ากลบไว้ได้ทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องประเมินความ "เก๋า" ของคู่เจรจาของเราให้ถูกด้วยนะครับ

เค้าอาจจะแกล้งให้เราตายใจแล้วตลบหลังอีกทีก็ได้ อย่างที่เค้าว่า "จริงคือเท็จ เท็จคือจริง" ไงล่ะครับ

...

เท่าที่ผมสังเกต เรามักจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ ตอนต่อรองราคาสินค้า คนซื้อก็มักอยากจะซื้อถูกๆ ส่วนคนขายก็อยากจะขายแพงๆ

คนซื้อก็กลัวว่าจะต่อราคาถูกเกินไป ส่วนคนขายก็กลัวว่าปล่อยราคานี้ไป คราวหน้าราคาก็จะเสียได้

บางครั้งคนขายอยากขายถูกๆ แต่คนซื้อกลับไม่มั่นใจที่จะซื้อก็มี อย่างเช่นตอนขายของลดราคาเพื่อเคลียร์สต๊อกนั่นไง

คนขายก็อยากจะได้เงินที่จมอยู่กับสินค้าที่ขายช้าคืนมา เลยตั้งราคาซะถูกจนบางครั้งต่ำกว่าทุน ส่วนคนซื้อเห็นว่าราคาถูกเกินไป ก็ระแวงซะงั้น

...

ก่อนซื้อของคนซื้อก็มักจะเดินเช็คราคา ส่วนคนขายน่ะทำการบ้านก่อนนานแล้วครับ ทั้งเตี๊ยมกัน ทั้งร่วมมือกัน ทั้งขัดแย้งกันในที

ดังนั้น คนซื้อต้องประเมินสภาพแวดล้อมของตลาดแถวนั้น ส่วนคนขายก็ต้องประเมินสภาพการแข่งขันและความต้องการสินค้าของลูกค้าด้วย

คนซื้อต่อราคาด้วยกิริยาและวาจาที่ประนีประนอม หรือคนขายที่มีจิตวิทยาในการค้าขาย มีลูกล่อลูกชน จึงมีโอกาสที่จะปิดดีลได้สูง ต่างจากคนซื้อที่คิดแต่จะกดราคา ไม่สนใจว่าคนขายจะอยู่ได้มั๊ย และคนขายที่ค้าขายแบบตีหัวเข้าบ้าน พูดจามะนาวไม่มีน้ำ

...

Post วันนี้ คงสรุปได้ตามอมตะวาจาของซุนวู ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"

ว่าแล้วก็ขอตัวไปประชุมภาคค่ำต่อก่อนนะครับ -"-

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...