Skip to main content

Post#2-87: รายทางระหว่างทริป#8

Post#2-87:
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เล่าถึงไม่ได้เลยก็คือ mission ของทริปนี้

หลักๆ เลยก็มี 2 mission คือ

มาเยี่ยมญาติผู้น้องที่กำลังจะคลอด...ซึ่งพึ่งจะคลอดไปเมื่อวานนี้เอง ^^

ชอบมากๆ กับระบบ security ของโรงพยาบาล เพราะทุกคนที่มาเยี่ยมคนไข้ จะต้องกรอกประวัติและถ่ายรูป โดยจะต้องใช้บัตรประจำตัวหรือ Passport มายืนยันตัวตน

เท่าที่ฟังข้อมูลและสืบค้นเพิ่มเติมจากอากู๋ (google) พบว่า ค่าทำคลอดที่นี่แพงเอาการอยู่ คิดเป็นเงินไทยก็เกือบๆ 1 ล้านบาท O_o" แต่หากซื้อประกันสุขภาพหรือมีเงินสวัสดิการช่วยจากบริษัทฯ ก็อาจจะจ่ายแค่หลักแสน

แต่ที่ต่างจากบ้านเรามากๆ ก็คือ เค้าไม่ชอบให้คนไข้อยู่นานๆ อย่างญาติผู้น้องของผม ผ่าคลอดเมื่อวาน วันนี้เค้าก็ขอให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เรียกว่า ห้ามสำออย ว่างั้น >_<"

ส่วน mission ที่สำคัญที่สุด ก็คือการพาทั้งพ่อและแม่มาเยี่ยมน้องสาวที่เปิดร้านอาหารอยู่ที่นี่

และภารกิจทุกเช้าของผม ก็คือการตามน้องสาวไปตลาดเพื่อซื้อของเข้าร้าน...ซึ่งการไปตลาดที่ว่า ก็คือการไปเดิน Supermarket นั่นเอง ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็อารมณ์ Makro HoReCa นั่นแหล่ะครับ ใช่ที่สุด

ส่วนตลาดสดเหมือนของบ้านเราน่ะ ไม่มีนะครับ

ร้านอาหารจะอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมและกำกับดูแลหลายฉบับ และหนึ่งในข้อพึงปฎิบัติของร้านอาหารชั้นดีก็คือ การคัดสรรวัตถุดิบที่สะอาด สดใหม่ มาประกอบอาหาร...นั่นคือที่มาของการต้องไปตลาดทุกๆ เช้าของน้องสาวของผม

ราคาของ commodity product ที่นี่ จะเป็นไปตามกฎ demand-supply อย่างแท้จริง แปลว่าราคาจะมีความแกว่งมากๆ ตามแต่ฤดูกาลและปริมาณที่มีอยู่ในตลาด

ดังนั้น การซื้อสินค้าเพื่อให้ได้ทั้งความสดใหม่และราคาที่เอื้อมถึง จึงเป็นสงครามที่เจ้าของร้านหรือฝ่ายจัดซื้อต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สิ่งที่ผมสังเกตได้ชัดเจนก็คือ ที่นี่เน้นคุณภาพของสินค้ามากเป็นพิเศษ เกรดสินค้าที่ผู้คนจับจ่ายกัน มักจะเป็นขั้นพรีเมี่ยม ดังนั้นราคาสินค้าถึงได้แพงหูฉี่ซะเหลือเกิน

เมื่อต้นทุนวัตถุดิบสูงและเสิร์ฟอาหารแต่ละ portion ในปริมาณมาก รวมไปถึงต้นทุนแรงงานก็สูง จึงส่งผลให้ราคาอาหารของที่นี่ "สูง" ตามไปด้วย

คำนวณคร่าวๆ ผมว่าค่าอาหารกลางวัน แม้จะเป็น fast food ก็ไม่มีทางต่ำกว่า 7-8 เหรียญ ส่วนมื้อค่ำน่าจะเกินกว่า 10-12 เหรียญ (ทั้งนี้เราไม่นับการทำทานเองที่บ้านนะครับ)

เทียบกับปริมาณจุใจและวัตถุดิบชั้นดี คิดยังไงก็คุ้มครับ ส่วนเรื่องรสชาติ...คงต้องเสี่ยงดวงเอาเองนะครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...