Skip to main content

Post#2-85: รายทางระหว่างทริป#6

Post#2-85:
ยังอยู่กันที่เรื่องราวรายทางของผมนะครับ...ขอเล่าต่ออีกนิดเกี่ยวกับความแตกต่างของผู้คนที่นี่กับคนบ้านเรา

อย่างแรก คือเค้าไม่ค่อยสนใจเรื่องของคนอื่นมากนัก ดังนั้นใครจะแต่งตัวยังไงก็จะเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลซะล่ะมากกว่า

เราอาจจะเห็นพวก Homeless แต่งตัวดีขั้นเทพ ใส่สูทผูกไทด์ ในขณะที่เศรษฐีบางคนแต่งตัวได้มอซอจนเรานึกไม่ถึง

ในการรับรองลูกค้า จึงไม่มีหลักใดๆ ให้ยึดได้เลย ว่าใครเป็นลูกค้า และใครเป็นพวกฉวยโอกาส

น้องสาวผมเล่าว่า บางครั้งเห็นแต่งตัวมอซอ สั่งอาหารราคาแพงๆ บริกรก็ทักเรื่องราคา เค้าก็ฉุนเฉียวหาว่าไปดูถูกว่าเค้าไม่มีเงิน

หรือบ่อยครั้งที่เจอพวกกินแล้วหนีให้เจ็บใจเล่นๆ เพราะพ่อเจ้าประคุณขับ BMW คันหรู แต่กลับทิ้งบิลค่าอาหารประมาณ 30 เหรียญไว้ให้ดูต่างหน้า

บางคนกินเสร็จก็บอกหน้าตาเฉยว่า "ไม่มีเงิน" และลงท้ายด้วยประโยคชวนตกใจว่า "ของานทำได้มั๊ย" ก็มี

รายที่หนีไปพร้อม BMW นั้น ผมว่าอาจจะเป็นคนมีเงินที่มีปัญหาทางจิตเล็กน้อย ชอบความตื่นเต้นอะไรประมาณนั้น

ส่วนรายที่ของานทำทั้งที่มาชักดาบค่าอาหารเค้านี่ คงเป็นพวกเดินแต้มสูง กะว่าเจ้าของน่าจะให้งานทำเพื่อจะได้ค่าอาหารคืน แล้วตัวเองก็จะได้เนียนมีงานไปซะเลย

อย่างที่สอง คือด้วยความที่สังคมของพวกเค้าค่อนข้างโดดเดี่ยว ทำอะไรก็เป็นเรื่องของตัวคนเดียว ไม่ค่อยมีการแชร์อะไรให้กัน

จึงเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เค้าอาจจะมานั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกัน แต่แยกกันจ่ายเงิน ไม่เว้นแม้แต่การมากับคู่รักหรือแม้กระทั่งครอบครัวก็มี

ที่สปอร์ตหน่อยก็หารค่าอาหารเท่าๆ กันในโต๊ะ แต่ถ้าแบบขั้นปัจเจกมากๆ ก็จะชัดเจนว่าเค้าจะจ่ายค่าอาหารจานไหนบ้าง โดยไม่สนใจผู้ร่วมโต๊ะ

อาหารแม้จะเหลือแค่กุ้งตัวเดียวหรือเหลือแต่น้ำซุป น้ำแกง เค้าก็จะห่อกลับบ้าน น้ำจิ้มในถ้วยก็ยังอุตส่าห์กระดกกินจนหมด ไม่เหลือทิ้งไว้ให้เราลำบากเททิ้ง...ช่างเป็นสังคมแห่งผลประโยชน์โดยแท้

อย่างที่สาม เค้าจะไม่ค่อยเข้าใจความใจดีของคนเอเชียซักเท่าไหร่ เรียกว่า เราจะทำอะไรให้เค้า เช่น เลี้ยงอาหารเล็กๆ น้อยๆ, ซื้อของฝากมาให้, หรือวิธีปฎิบัติอื่นๆ ที่เรามักจะมีให้กับลูกน้องหรือเพื่อนๆ น่ะครับ เค้าจะไม่เข้าใจ มีแต่จะแปลกใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร

ดังนั้น เค้าจะไม่มีคำตรงๆ ที่หมายความถึง ความกตัญญูรู้คุณ หรือคำว่าเกรงอกเกรงใจ...อย่าได้หวังว่า ครั้งนี้ชั้นช่วยเธอ ครั้งหน้าเธอต้องช่วยชั้น...ถ้าทำแล้วเค้าไม่ได้ผลประโยชน์อะไร ก็ยากนักที่เค้าจะทำอะไรให้เรา

...

แต่ใช่ว่า เราจะเหมารวมว่า คนของประเทศนี้เป็นแบบนี้ไปซะทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่ของผู้คนของเค้าเป็นแบบนี้ ซึ่งจะไปว่าเค้าก็ไม่ถูก เพราะวิถีชีวิต, สังคม และวัฒนธรรมของเค้า มันหล่อหลอมให้เค้ารักษาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ก็เท่านั้นเอง

พรุ่งนี้มาต่อในเรื่องข้อแตกต่างในส่วนที่ดีกว่าบ้านเราบ้างดีมั๊ยครับ เดี๋ยวจะนึกว่าผมอคติกับทุกเรื่องทุกอย่างของประเทศนี้ไปซะหมด ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...