Skip to main content

Post#2-99: นิทานจีน "ความขัดแย้ง"

Post#2-99:
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าท่านหนึ่งเข้าไปเสนอขายสินค้าในตลาด

เมื่อจัดที่ทางสำหรับค้าขายแล้ว พ่อค้าท่านนั้นจึงป่าวประกาศเรียกชาวบ้านและเหล่าชาวยุทธ์ให้ล้อมวงเข้ามา เพื่อให้ได้มีโอกาสชื่นชมเหล่าศาสตราที่เลอค่าที่สุดในยุทธภพ...

มีจอมยุทธ์ท่านหนึ่ง หยิบหอกเล่มหนึ่งขึ้นมา...ทันทีนั้น พ่อค้าก็เริ่มบรรยายสรรพคุณของมัน ว่าเป็นหอกวิเศษที่ไม่มีสิ่งใดที่จะแทงทะลุมิได้ เรียกว่าเป็นศาสตราวุธแห่งเทพ มีค่าควรแก่ที่จอมยุทธ์ลือนามท่านใดก็ตาม ควรมีไว้ในครอบครอง

ระหว่างที่พร่ำพรรณนาถึงความวิเศษของหอก ก็มีจอมยุทธ์อีกท่านหนึ่ง หยิบโล่ขึ้นมาจากกองศาสตราวุธอันหลากหลายนั้น...พ่อค้าเหลือบตาไปเห็น จึงร้องทักว่า "จอมยุทธ์ท่านนี้มีสายตาแหลมคมยิ่งนัก โล่ที่ท่านหยิบขึ้นมา เป็นสมบัติตกทอดมาในตระกูลขุนนางเลื่องชื่อ นับเป็นโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ ไม่มีศาสตราวุธใดจะทำอันตรายได้"

ว่าพลางชูหอกและโล่ในมือ พลางป่าวร้องให้เหล่าจอมยุทธ์ที่รายล้อมอยู่ เสนอราคา...

ระหว่างที่เหล่าจอมยุทธ์ต่างพากันแย่งกันประมูลอาวุธวิเศษทั้ง 2 ชิ้น พลันมีมาณพผู้หนึ่ง เอ่ยแทรกถามพ่อค้าด้วยเสียงอันดัง พาให้ทุกคนหยุดชะงักไปชั่วครู่

"ช้าก่อน ท่านพ่อค้า ข้าน้อยใคร่ขอสอบถาม จะเป็นอย่างไรหากข้าจะใช้หอกวิเศษที่แทงทะลุได้ทุกอย่าง แทงไปที่โล่ที่ป้องกันศาสตราวุธได้ทุกชนิดอันนั้น"

ท่ามกลางความเงียบชนิดเข็มตกลงพื้นได้ยินนั้น พ่อค้าได้แต่อับจนในคำตอบ เหล่าจอมยุทธ์ที่เมื่อครู่ต่างแย่งกันประมูลอาวุธวิเศษ ต่างพากันเดินออกจากที่นั้น...จนในที่สุดก็เหลือเพียงพ่อค้าแต่ลำพัง

นิทานจีนเรื่องนี้ก็จบลงตรงนี้

อ่านจบแล้ว พวกเราตีความว่ายังไงกันบ้างครับ...ลองคิดตามซัก 3 นาทีมั๊ยครับ?

...

คำว่า ขัดแย้ง ในภาษาจีน อ่านว่า "หมาวตุ้น" โดย "หมาว" แปลว่า หอก และ "ตุ้น" แปลว่า โล่

นิทานข้างต้นก็สรุปได้เช่นนี้...นัยว่าเป็นนิทานของแคว้นฉู่ที่อยู่ในบันทึกหานเฟยจื่อ

ดังนั้น พึงระวังในการพูดหรือทำสิ่งใดก็ตาม ที่เป็นการเสแสร้ง มิฉะนั้น เราก็จะกลายเป็นแบบเดียวกับพ่อค้าผู้นี้...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...