Skip to main content

Post#2-270: 1+1 เท่ากับ 3 หรือน้อยกว่า 2?

Post#2-270:
เช้านี้ผมใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการนำเสนอ Corporate Roadmap ให้กับบอร์ดบริหารขององค์กรแห่งหนึ่งฟัง

แน่นอนว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านจากองค์กรของครอบครัวไปสู่การเป็นองค์กรที่บริหารโดยมืออาชีพนั้น ต้องใช้เวลานานพอสมควร ยิ่งเป็นองค์กรที่มีอายุเกินกว่า 10 ปีด้วยแล้ว ความยากจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เจ้าของโดยส่วนมาก มักนำองค์กรด้วยความถูกใจแต่ไม่เน้นความเป็นระบบระเบียบ เรียกว่าขอให้เร็วทันใจเป็นใช้ได้ ผิดถูกค่อยมาตามแก้กันทีหลัง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นและจุดเสียไปพร้อมๆ กัน

เมื่อนำมืออาชีพเข้ามาบริหาร อะไรๆ ที่เคยรวดเร็วทันใจก็กลายเป็นอุ้ยอ้าย (ในมุมมองของเจ้าของนะครับ) เพราะเมื่อคนที่มาบริหารไม่ใช่เจ้าของ จึงต้องมีความระแวดระวังในการขยับแต่ละก้าวมากพอควร

อีกเรื่องที่มักหลีกไม่พ้นในเรื่องความขัดแย้งก็คือ เรื่องการใช้จ่ายเงิน โดยเจ้าของมักจะประหยัดทุกบาททุกสตางค์เท่าที่ทำได้ (ก็แน่ล่ะ เจ้าของเงินนี่นา) ส่วนมืออาชีพก็อาจจะคิดไม่มากเท่ากับเจ้าของ หรืออาจจะถึงขั้นใช้เงินอีลุ่ยฉุยแฉก (บางคนเท่านั้นนะครับ)

ผมยืนยันได้ว่า ความเป็นเจ้าของไม่ได้เกี่ยวข้องกับขนาดขององค์กรเลย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ความต่างของวิธีการบริหารองค์กรของมืออาชีพและเจ้าของจะต้องเกิดขึ้นเสมอ

โดยมากแล้ว ก็มักจะจบไม่สวย ต่างคนต่างต้องร้างลากันไปแบบทางใครทางมัน...

ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าต่างฝ่ายต่างยอมถอยเพื่อรักษากันและกันไว้ องค์กรคงจะก้าวหน้าได้อีกมาก...ลองคิดดูสิครับ ว่าองค์กรที่มีเจ้าของที่เข้าใจมืออาชีพ โดยมีมืออาชีพที่มีวิญญาณของเจ้าของ ร่วมกันบริหารน่ะ จะกลายเป็นองค์กรเทพระดับไหน

น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่พอเจ้าของและมืออาชีพมารวมกัน แทนที่เก่งกับเก่งจะกลายเป็นเก่งกว่า กลายเป็นเราจะเจอภาพเจ้าของมืออาชีพขัดแย้งกับมืออาชีพที่รับไม่ได้กับวิธีของเจ้าของ

แทนที่จะทำให้ 1+1 เท่ากับ 3 ก็กลายเป็น 1+1 น้อยกว่า 2 ไปซะอย่างนั้น...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...