Skip to main content

Post#2-276: Business Connection

Post#2-276:
ค่ำนี้ผมก็มีนัด Business Dinner อีกเช่นหลายๆ ค่ำที่ผ่านมา...จะว่าไปกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ผมแทบจะหาสัปดาห์ที่ไม่ได้ Business Dinner ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

หลายๆ คนมักจะไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้อง Business Dinner กันนักหนา และหลายๆ คนมองว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ว่ากันที่จริง Business Dinner ไม่ใช่เรื่องที่น่าอิจฉาเลยแม้แต่น้อย เพราะโดยมากเรามักจะต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอด (เหมือนที่ผมเล่าไว้ใน Post#2-177) และหาความพอดีและสมดุลย์ได้ยากระหว่าง "ความเป็นกันเอง" หรือ "ตีสนิท" ที่ลูกค้าจะมองเรา

...

ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์เพื่อธุรกิจนั้น เรียกว่ามีความยากมากกว่าศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากนัก...สนิทเกินงาม ทั้งลูกค้าและเราก็ลำบาก ถูกมองในแง่ไม่ดี แต่ห่างเหินเกินไป ก็ต่องานกันลำบากอีกเช่นกัน

ซึ่งจุดตรงกลางระหว่างสนิทกับห่างเหินนั้น ดันเป็นเรื่อง subjective ซะอีก หมายถึง กับลูกค้าบางท่าน สนิทแบบนี้กำลังดี แต่กับอีกท่านอาจจะมองว่าเราตีสนิทเกินควรก็เป็นได้

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์แบบนี้ ที่สุดก็จะกลายเป็น connection ส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับองค์กร คือไม่สามารถถ่ายทอดหรือแปลออกมาเป็นคู่มือใดๆ ได้เลย...ย้ายองค์กรเมื่อไหร่ ความสัมพันธ์นั้นก็ขาดช่วงทันที

ดังนั้น องค์กรต่างๆ ที่รู้ตัวเองดีว่า จำเป็นต้องอาศัย connection ในการทำให้ธุรกิจเดินหน้า ก็จะต้องวาง Succession Plan ในเรื่องนี้ไว้ให้รอบคอบครับ

เวลาจะส่งใครไป Business Dinner ก็ควรให้มีมือรองๆ ติดไปด้วย หรือบางครั้งเจ้าของก็ควรไปเองบ้าง ไม่ใช่ให้คนเดิมไปทุกครั้ง แบบนี้ก็เท่ากับประมาทเกินไป

อีกทั้งมือรองๆ ที่ไปด้วย ก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้กลเม็ดในการเชื่อมประสาน และเป็นเส้นด้ายแห่งความสัมพันธ์สำรอง เผื่อไว้ในกรณีที่เส้นใหญ่ขาดขึ้นมา

คนที่เห็นหน้าค่าตากันบ่อยๆ ยังไงก็มีภาษีดีกว่ามาเริ่มต้นเชื่อมความสัมพันธ์ใหม่เมื่อเส้นเดิมขาดไปแล้วแน่ๆ

การสร้าง Connection จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มาและการสูญเสีย Connection ก็อาจนำมาซึ่งการสูญเสียธุรกิจได้อย่างไม่คาดคิดจริงๆ ครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...