Skip to main content

Post#2-278: ล้มได้ก็ลุกได้

Post#2-278:
หนึ่งในคนที่น่าเบื่อและน่าอึดอัดเวลาที่เราต้องเจอก็คือ พวกที่ชอบมองความสำเร็จแค่ผิวเผิน

พวกนี้เป็นพวกชอบมองไปที่ผลลัพธ์สุดท้าย โดยไม่ได้รู้หรือใส่ใจเลยว่า กระบวนการที่นำมาซึ่งผลลัพธ์นั้น มีที่มาอย่างไร?

ผู้คนต่างรู้ดีว่า ใครคือคนที่ประสบความสำเร็จ (ไม่ว่าจะวัดความสำเร็จนั้นด้วยเงินทองหรือชื่อเสียง) แต่จะมีกี่คนที่มองลึกต่อไปว่า เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นน่ะ มีที่มาอย่างไรกันหนอ?

...

อย่างที่ผมแชร์ไว้บ่อยครั้ง ว่ามันไม่มีหรอกครับ ไอ้ "ทางลัด" ที่นำไปสู่ความสำเร็จ...คนที่เค้าประสบความสำเร็จที่เราชื่นชมอยู่นั้น พวกเค้าล้วนผ่านขวากหนามและอุปสรรคมาแล้วทั้งสิ้น

ถ้าเราอยากเป็นแบบเค้าเหล่านั้น เราจึงต้องศึกษาเส้นทางที่พวกเค้าใช้...ศึกษาเพื่อให้เป็นแบบอย่าง แต่ไม่ใช่ศึกษาเพื่อเลียนแบบ

ดูตัวอย่างดาราเลื่องชื่อก็ได้ครับ มากกว่ามากที่กว่าจะยืนแถวหน้าได้ ล้วนผ่านการเป็นนักแสดงสมทบ (ตัวประกอบ) มาแล้วแทบทั้งนั้น

ไม่หัดเดินมีหรือจะวิ่งได้ฉันใด จะทำงานจึงต้องเริ่มจากความเข้าใจในงานฉันนั้น...จะเป็นเจ้านายที่ดีต้องเริ่มจากการเป็นลูกน้องที่ดีฉันใด จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ย่อมต้องเริ่มจากความสำเร็จก้าวเล็กๆ ฉันนั้น

...

เมื่อรู้แล้วว่าหนทางไปสู่ความสำเร็จนั้น ไม่ได้สวยงามและโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ...ตรงกันข้ามมันอาจเต็มไปด้วยหนามกุหลาบด้วยซ้ำไป

ระหว่างทางนั้น เราต้องผ่านบททดสอบอีกมากมายนัก ทั้งต้องอดทนต่อคำสบประมาท, ทนต่อความทุกข์ยาก, ทนต่อการถูกกลั่นแกล้ง และสารพัดความเจ็บช้ำหลากหลาย...ซึ่งแน่นอนว่าคนที่อดทนได้เท่านั้น จึงจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ที่ใช่ว่าใครก็ตามจะทำได้

ดังนั้นแล้ว...ถ้าคุณเป็นคนที่เคยถูกปรามาส, เคยถูกกลั่นแกล้ง หรือเคยพ่ายแพ้...ต้องถามว่าคุณตอบสนองต่อความเจ็บช้ำนั้นยังไง?

หนึ่ง...ยอมแพ้และยอมจากไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ และเลือกอยู่กับความเจ็บช้ำนั้น?

หรือสอง...เลือกจะเอาชนะความเจ็บช้ำที่ว่า ด้วยความอดทน สู้ต่อไปด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นให้มากกว่าเดิม?

ถ้าเลือกข้อหนึ่ง...ร้อยเปอร์เซ็นต์คือแพ้...

แต่ถ้าเลือกข้อสอง...ต่อให้โอกาสชนะมันจะน้อยยังไง มันก็ยังมากกว่าศูนย์เปอร์เซ็นต์แน่ๆ

...

แม้ขงจื้อยอดปราชญ์แห่งพิภพก็เคยสอนไว้...

"เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่อยู่ที่เราไม่เคยล้ม...แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นทุกครั้งที่เราล้มต่างหาก"

ผมเชื่อขงจื้อ และขอเสริมว่า...

"ไม่สำคัญหรอกว่าใครทำให้เราหกล้ม...แต่อยู่ที่ว่าหลังจากหกล้มแล้ว จะนอนอยู่อย่างนั้น หรือจะลุกขึ้นมา"

ไม่รู้ว่า ผู้คนจะหันไปก่นด่าคนที่แกล้งให้เราหกล้มหรือไม่ เพราะพวกเค้าอาจมองไม่เห็น...แต่ที่แน่ๆ พวกเค้าจะเห็นเพียงภาพที่เรานอนอยู่กับพื้นเท่านั้นเอง...

จะล้มอยู่อย่างนั้น เพื่อให้คนสงสารหรือสมเพช หรือลุกขึ้นมาเดินต่อ เพื่อให้คนยกย่องหรือชื่นชม...อยู่ที่เราเลือกครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...