Skip to main content

Post#2-289: องค์ความรู้ในเปลือกลวงตา

Post#2-289:
จำได้ว่า ผมเคยแชร์ไว้อยู่หลายครั้ง ว่าการได้คุยกับผู้อาวุโสเป็นเรื่องที่ดี

ดีตรงที่เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ท่านสั่งสมเรียนรู้ถูกผิดมาทั้งชีวิต ผ่านการพูดคุยและถ่ายทอดของท่านได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งที่ท่านแชร์หรือถ่ายทอด ล้วนเป็นบทสรุปคัดย่อของประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง และไม่ค่อยจะเจอในตำราหรือบทเรียนใดๆ

คราวนี้คำว่า "ผู้อาวุโส" ในความหมายของผมนั้น กินความครอบคลุมไปมากกว่าผู้ที่มีอายุมาก แต่หมายรวมไปถึงผู้ที่มี "พรรษา" ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าเราด้วย

...

ผู้มีพรรษามากกว่าเรา อาจจะมีอายุน้อยกว่า, ตำแหน่งด้อยกว่า, ฐานะทางสังคมแย่กว่า หรือแม้กระทั่งฐานะทางการเงินด้อยกว่า...

สำคัญแต่ว่าเรามองข้ามปัจจัยลวงเหล่านี้ไปถึงสิ่งที่ผู้มีพรรษาเหล่านั้นมีมากกว่าเรา คือ "องค์ความรู้" ในเรื่องที่เราไม่รู้ได้หรือไม่

หากเรามัวแต่ยึดติดกับปัจจัยลวง เราย่อมสูญเสียโอกาสที่จะเรียนรู้จากผู้มีพรรษาเหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย

หากผ้าขี้ริ้วห่อทองได้ฉันใด ใบตองก็อาจหุ้มอาหารโอชะไว้ได้ฉ้นนั้น

หากดูถูกดูแคลนผู้ที่เราคิดว่าด้อยกว่า ย่อมเป็นการเขลาที่ปิดกั้นตัวเองไปสู่โอกาสที่จะได้ "องค์ความรู้" อันมีค่าเหล่านั้น

เราจึงควรเรียนรู้จากทุกคนรอบข้าง เพราะไม่มีใครรู้ทุกเรื่องทุกอย่าง บางเรื่องเราไม่รู้ เราอาจรู้จากคนที่เราไม่คิดว่าเค้ารู้ก็เป็นได้

...

ผมเองก็พยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าจงอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว...ถ้ารู้สึกว่าน้ำเริ่มจะปริ่มๆ แล้ว เราก็ควรจะเทน้ำออกเสียบ้าง ไม่ก็เปลี่ยนแก้วให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

เทน้ำเดิมออก...ก็เปรียบเสมือนการ update ความรู้ใหม่ๆ เรื่องเดิมที่เคยรู้มา อาจจะใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบันก็ได้

เปลี่ยนแก้วน้ำให้ใหญ่ขึ้น...ก็เปรียบเสมือนการเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ หรือศาสตร์ใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตบ้าง ไม่ใช่จะมัวแต่สะกดจิตตัวเองว่า เรื่องใหม่มันยากอยู่ร่ำไป

...

องค์ความรู้ใหม่ๆ จึงอาจอยู่ได้ในทุกที่และทุกคน...บางครั้งอยู่ในที่ที่เราไม่เคยคาด บ่อยครั้งอยู่ในคนที่เราไม่เคยคิด

มองข้ามปัจจัยลวงให้ได้...แล้วเราอาจจะได้พบองค์ความรู้และข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นคุณกับเราเองครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...