Skip to main content

Post#2-285: ทางแยกของชีวิตการทำงาน

Post#2-285:
ในช่วงชีวิตของคนเรา จะมีบ่อยครั้งเหลือเกินที่ต้องเดินทางมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปทางซ้ายดีหรือทางขวาดี

แน่นอนว่า เมื่อมาถึงทางแยกที่มองไม่เห็นปลายทางข้างหน้า เราคงต้องเกิดอาการลังเลอยู่พักใหญ่ๆ จนหลายคนอยากจะมีกล้องส่องอนาคตซะด้วยซ้ำ

ผมหวังว่า คงไม่มีใครจะมาเสี่ยงกับการตัดสินใจครั้งสำคัญแบบนี้ ด้วยการโยนหัวโยนก้อยแน่ๆ แต่จะใช้เกณฑ์อะไรล่ะในการตัดสินใจ?

จะมองไปข้างหน้าทั้งแยกซ้ายและขวาก็ไม่รู้ปลายทาง, จะมองเส้นทางที่เดินผ่านมาก็ไม่สามารถชี้ได้เลยว่า จะต้องเลือกเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา หรือตรงไปอย่างเดิม?

แต่ละคนมีแนวคิดและแนวทางต่างๆ กัน ผมเองก็ตอบไม่ได้ครับ ว่าทางไหนดีกว่าทางไหน

เอาเป็นว่า ผมขอแชร์มุมมองของตัวเองเฉพาะในการเลือกอนาคตว่าจะทำงานที่เดิมหรือเปลี่ยนงานใหม่ก็แล้วกันนะครับ...ออกตัวก่อนนะครับว่า ที่ผมจะแชร์ต่อไปนี้ จะเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่ผมมักจะใช้แนะนำน้องๆ ที่มาถามเท่านั้น ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จแต่อย่างใด

...

เมื่อใดก็ตามที่จะเปลี่ยนงาน จงเทียบงานใหม่กับงานเก่า ว่า...

1.งานไหนมี Job Description ที่ส่งเสริมให้เราได้แสดงความสามารถได้มากกว่ากัน? / อย่าเพิ่งเปลี่ยนงาน ถ้ายังเข้าใจไม่ชัดว่าจะต้องไปรับผิดชอบอะไร?

2.งานไหนส่งให้เรามี Career Path ได้ชัดเจนกว่ากัน? / ถ้าอยู่ที่เดิมนานๆ แล้วก้าวขึ้นไม่ได้เพราะไม่มีหนทางให้โต ก็น่าคิด บางคนทำอยู่ตำแหน่งเดิมเป็นสิบปี -"-

3.งานไหนที่นายสายตรงของเราเจ๋งกว่ากัน? / นายคนเดิมเรารู้มือดีอยู่แล้ว ส่วนนายคนใหม่เจ๋งหรือไม่ พอจะประเมินได้จากตอนสัมภาษณ์ สังเกตจากวิธีการตั้งคำถาม และวิธีตอบคำถาม

4.งานไหนสร้างโอกาสให้เราต่อยอด connection ได้มากกว่า? / ต่อให้คุณเป็นนักบัญชี ก็อย่าคิดว่าจะไม่ต้องพบปะกับผู้คน และ connection นี่เองจะเป็นพาหนะสำคัญในการพาให้เราไปต่อ

5.งานไหนให้ค่าตอบแทนคุ้มค่ามากกว่ากัน / อย่าดูแค่เม็ดเงินมากกว่า เพราะคุ้มค่าหรือไม่ต้องเทียบกับ JD เป็นสำคัญ บางครั้งเราอาจได้เงินน้อยลงบ้าง แต่อาจได้ความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น

คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ครับ, ที่ให้พิจารณาเรื่องเงินเป็นเรื่องสุดท้ายไม่ใช่ว่าผมจะมาพูดเพื่อสร้างภาพหรอกนะครับ แต่ถ้าดูเงินเป็นหลัก จะต้องสนใจเรื่องอื่นทำไม?

...

บางครั้งเมื่อเราเดินทางมาถึงทางแยกของการทำงาน จึงต้องชั่งใจให้ดีครับ ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ก็ตรงไปก่อน อย่าพึ่งเลี้ยวซ้ายหรือขวา

ตรงไปแล้ว อาจจะเจอทางแยกข้างหน้าอีกไม่ไกล หรืออาจจะไม่เจออีกเลยก็ได้ และก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเรากำลังจะตัดสินใจถูกหรือผิด...แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ขอแค่ให้เคารพการตัดสินใจของตัวเองครับ

เมื่อตัดสินใจดีแล้ว...อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด หรือที่เรามักจะได้ยินวลีคุ้นหูที่ว่า

Que Sera Sera...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...