Skip to main content

Post#4-272: One Man Show

Post#4-272:
บ่ายวันนี้ ผมใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ไปกับการประชุมผู้บริหารควบไปกับประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท

เป็นการประชุมที่ทุลักทุเลเหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา...เพราะประธานบริษัทและกรรมการบริษัทของผมเป็นชาวต่างชาติ

เคราะห์ดีอยู่บ้างที่พวกเค้าต่างก็พอจะคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ อยู่บ้าง...ผมก็เลยพอจะกล้อมแกล้มนำเสนอผลงานและแผนงานไปได้เป็นที่น่าพอใจ

...

หนึ่งในประเด็นที่คณะผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท ต่างก็แสดงความเห็นไว้เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก ก็คือ...

บริษัทที่ผมบริหาร มีลักษณะเป็น "One Man Show"...เรียกว่า เกือบจะทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มโดยผม และพึ่งพาผมมากจนเกินไป

ผมฟังความเห็นด้วยรอยยิ้มและแววตาที่สงบ...เพราะมันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เอาเลย

...

ก็คงอย่างที่ผมเคยแชร์ไว้...

องค์กรเล็กๆ มักมีปัญหาเรื่อง Succession Plan...เพราะขนาดขององค์กรมักไม่เอื้อต่อการหา "เพชรเม็ดงาม" มาร่วมงานมากนัก

และการเจียระไน "ก้อนแร่เพชร" ในองค์กร ให้กลายเป็น "เพชรจรัสแสง" ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยความพยายามและเวลาไม่น้อยเลย

ระหว่างที่ก่อร่างสร้างองค์กรเล็กๆ ให้มีขนาดใหญ่พอ...ไม่น้อยเลยที่คนนำองค์กร จึงมักตกอยู่ในสภาพคล้ายๆ กับที่ผมเผชิญอยู่

...

อย่างไรก็ตาม...หลังจากฟังความเห็นเรื่อง Succession Plan แล้ว...ผมก็ไม่ได้ตอบโต้กลับไปด้วยความเคร่งเครียด

ตรงกันข้าม...ผมอธิบายให้ทั้งหัวทองและหัวดำเข้าใจสถานการณ์ขององค์กร พร้อมทั้ง Succession Plan ที่ผมมีอยู่ในใจ

แถมท้าย ด้วยการขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงองค์กรและผม พร้อมยืนยันกับทุกคนว่า ผมยินดีปฏิบัติตาม หากว่าทั้งคณะผู้บริหารและกรรมการบริษัท มี Succession Plan ดีกว่าที่ผมนำเสนอ

...

ผมแชร์เรื่องนี้ให้ทุกท่านฟัง...โดยไม่มีเจตนาจะอวดอ้างอหังการ์แต่อย่างใด

หากแต่ผมเพียงจะบอกว่า อาจมีบางสถานการณ์ที่อาจทำให้เรารู้สึกว่า เราถูกรายล้อมไปด้วยความคาดหวังจากผู้คนรอบข้าง

...แต่หากเรามั่นคงและมั่นใจกับ "หน้าที่" และ "ความรับผิดชอบ" ที่เรามีแล้วล่ะก็...เราก็ไม่มีอะไรจะต้องกังวลครับ...

#NoteToSelf: 

  • การต้องปลูกต้นไม้คนเดียว เป็นความท้าทายก็จริงอยู่...แต่การหาคนมาเรียนรู้และร่วมปลูกต้นไม้ไปด้วยกัน กลับเป็นความท้าทายยิ่งกว่า
  • ปลูกต้นไม้เก่ง...มันก็แค่พิสูจน์ว่าเราเก่งคนเดียว แต่เมื่อไหร่ถ่ายทอดให้มีคนปลูกต้นไม้ได้เก่งเท่าหรือเก่งกว่าเรา...นั่นแหละคือ "ความเก่งที่แท้"
  • อยาก "ปลูกป่า"

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...