Skip to main content

Post#4-294: มือใหม่หัดปีน

Post#4-294:
ใครที่เป็นเจ้าของกิจการหรือลงทุนในหุ้น คงจะคุ้นเคยดีกับคำว่า "การกระจายความเสี่ยง"

แต่ในความเป็นจริงแล้ว "การพูด" นั้นง่ายกว่า "การทำ" มากเหลือเกิน

ก็เพราะเมื่อจะต้องกระจายความเสี่ยง นั่นย่อมหมายความว่า เราต้องทำธุรกิจที่แตกต่างกัน หรือถือหุ้นที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน...เพื่อไม่ให้ปัจจัยเสี่ยงนั้นเหมือนกัน นั่นเอง

...

เมื่อต้องดูแลธุรกิจที่แตกต่างกัน หรือลงทุนในหุ้นที่แตกต่างกัน จึงย่อมหมายถึงการต้องลงทุนลงแรงมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี

มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย...สำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่หรือนักลงทุนที่ยังไม่เจนเวที ที่ต้องหมุนซ้ายหมุนขวา หรือต้องแบ่งสมองแบ่งพลังงาน สลับไปสลับมาอยู่บ่อยๆ

ไม่ใช่ผมจะฟันธงว่า ทุกคนเป็นแบบนี้นะครับ...บางคนอาจจะเก่งกล้าสามารถที่จะทำหลายๆ กิจการได้พร้อมๆ กัน ก็มีให้เห็นเช่นกัน

เพียงแต่อยากสะกิดเตือน "มือใหม่" ทั้งหลาย ที่กำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง หรือกำลังไฟแรง เท่านั้นเอง

...

เมื่อมีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง เราจะค้นพบว่า เรา "ถนัด" กับกิจการประเภทใด หรือ "ถูกโฉลก" กับหุ้นพื้นฐานแบบไหน

ดังนั้น ตอนเริ่มต้นกิจการหรือเล่นหุ้น จึงไม่ใช่เวลาที่จะ "เทหมดหน้าตัก"...เพราะเรามักจะ "ลองผิด" มากกว่า "ลองถูก"

ก็คล้ายๆ กับเราเริ่มต้นปีนต้นไม้นั่นล่ะครับ...ยังไม่เคยปีนมาก่อน ก็ควรเริ่มปีนเตี้ยๆ ก่อน

ต่อเมื่อชำนาญขึ้น จะปีนให้สูงลิ่ว แถมด้วยกระโจนไปมาระหว่างต้นไม้สองต้น ก็คงจะทำได้อย่างเชี่ยวชาญ

...แม้ว่าเราอาจจะตกต้นไม้แล้วปีนขึ้นใหม่ได้...แต่ก็อย่าให้การตกต้นไม้ครั้งแรก กลายเป็นแผลฉกรรจ์ที่ทำให้เรา "ขยาด" กับการปีนต้นไม้ครั้งต่อๆ ไป เสียล่ะครับ...

#NoteToSelf: 

  • แม้ว่า "กล้าได้กล้าเสีย" กับ "ใจเร็วด่วนได้" จะคล้ายกันที่ความเร็ว...แต่ก็มีความต่างกันที่ อย่างแรกเน้นเหตุผล ส่วนอย่างหลังเน้นอารมณ์
  • ทุกคนอยากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่...แต่มักลืมไปว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มักมาหลังจากการต่อยอดจากความสำเร็จเล็กๆ หลายๆ ครั้ง
  • เวลาหกล้มแบบรู้ตัวกับไม่รู้ตัวน่ะ เราจะบาดเจ็บต่างกันนะ...ทำธุรกิจหรือเล่นหุ้น ก็ไม่ต่างกัน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...