Skip to main content

Post#4-283: ยืนกราน หรือ ปรับเปลี่ยน

Post#4-283:
เคยแชร์ไว้เมื่อไม่นานมานี้เองครับ เกี่ยวกับธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายจาก Sole Proprietor ไปสู่การเป็น Structured Organization (Post#4-157)

เจ้าของมักทำใจไม่ได้ เมื่อธุรกิจที่ตัวเองปลุกปั้นมากับมือ เริ่มจะต้องถูกปรับเปลี่ยน...ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม

ยิ่งธุรกิจเติบโตขึ้นมากเท่าไหร่...เจ้าของก็จะยิ่งรู้สึกเหมือนกับจะเข้าใจธุรกิจของตัวเองน้อยลงไปเท่านั้น

...

เรื่องนี้คงอุปมาให้เข้าใจได้ง่ายๆ แบบนี้ครับ...

สมมติว่าเราเก่งมากเรื่อง "ข้าวผัด"...ทำข้าวผัดทีไรก็อร่อยทุกที แต่เราทำจะทำอร่อยก็ต่อเมื่อผัดจานต่อจานเท่านั้น

เมื่อยังมีลูกค้าน้อยๆ เราก็ยังพอจะผัดทีละจานได้...แต่เมื่อลูกค้าเยอะขึ้นๆ เราก็จะมีทางเลือกประมาณ 2 ทาง

คือหนึ่ง...ตัดใจยอมเสียลูกค้า และผัดทีละจานต่อไป

หรือสอง...ต้องผัดทีละหลายๆ ที่ พร้อมกันในคราวเดียว เพื่อที่จะไม่ต้องให้ลูกค้าต้องรอนาน จนต้องไปหาร้านอื่น

...

ถ้าเลือกแบบแรก...ธุรกิจเราก็จะเล็กอยู่อย่างนั้น ไม่อาจเติบโตไปได้มากกว่าขีดความสามารถเดิมที่เรามี

ถ้าเลือกแบบสอง...เราจึงต้องปรับตัวให้ก้าวขีดความสามารถเดิมที่เรามี...คือต้องหาวิธีผัดข้าวผัดให้ลูกค้าหลายๆ คน ได้ โดยต้องคงความอร่อยไว้เหมือนเดิม

ตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้เจ้าของรู้สึกว่า มันน่าอึดอัด...เพราะกลับกลายเป็นว่า ตัวเค้าไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าผัดข้าวไม่อร่อยเหมือนเดิม?

...

ก็เพราะวิธีผัดข้าวทีละน้อยกับผัดข้าวกระทะใหญ่นั้น "ไม่เหมือนกัน"...ต่างทั้งวิธีผัด, ปริมาณข้าว, ปริมาณเครื่องปรุง, ฯลฯ

ดังนั้น จึงแปลว่า Sole Proprietor จึงจำต้องเปลี่ยน Paradigm ใหม่ทั้งหมด...หากต้องการจะขยายธุรกิจให้เติบโต

การเปลี่ยนถ่ายจาก Sole Proprietor ไปเป็น Structured Organization จึงต้องเริ่มจากความต้องการของเจ้าของเสียก่อน

ว่าตกลงจะเลือกทางไหนกันแน่?

ผัดทีละจาน...พอใจกับลูกค้ากลุ่มน้อยๆ หรือผัดทีละมากๆ...แต่ต้องยอมทิ้งวิถีเดิมของตัวเอง

...ผมสรุปได้แค่เพียงว่า ไม่มีทางเลือกไหนที่ผิด...มีแต่ว่า ทางเลือกไหนจะเหมาะกับเจตจำนงของเจ้าของ....ก็แค่นั้น...

#NoteToSelf: 

  • เจ้าของบางคนยึดมั่นในหลักการของตัวเอง...ก็จะกลายเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น อาจไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็รักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ได้
  • แต่หากต้องการให้ธุรกิจ ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดอายุขัยของตัวเอง...ก็ต้องยอมลดละหลักการแห่งตน และแสวงหาวิธีใหม่ๆ
  • ไม่มีใครบอกได้ ว่าแบบไหนถูกหรือผิด...หากแต่แบบไหนยั่งยืนกว่ากัน ก็พอจะประเมินได้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...