Skip to main content

Post#4-275: ตัดโลกเพื่อเชื่อมใจ

Post#4-275:
เมื่อเช้านี้เอง...ผมเห็นใน News Feed ว่าอดีตลูกน้องคนหนึ่ง บอกว่ากำลังจะไปปฏิบัติธรรม เป็นเวลาหลายวัน

แถมแจ้งว่า ไม่ได้เอามือถือไป...มีอะไรให้ IB มา

หลายเดือนก่อน...ญาติของผมคนหนึ่งไปบวชที่อินเดีย

บังเอิญจัง ที่ญาติผมก็สามารถ On Facebook ได้ทุกวัน

...

ความจริงก็เป็นเรื่องไม่ได้หนักกบาลอะไรของผมเลย...เพียงแต่ผมแค่หงุดหงิดใจเล็กๆ ก็แค่นั้น

แล้วก็นั่งคิดต่อไปว่า การที่คนเราไปบวชหรือไปปฏิบัติธรรมนั้น มีจุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่?

คิดไปคิดมา...จิตฝ่ายมิจฉา ก็กระซิบบอกผมว่า ก็ไปบวชเพื่อให้ได้ชื่อว่าไปบวช และไปปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้ชื่อว่าไปปฏิบัติธรรม...ก็แค่นั้น

ก็หมายความว่า มันก็เป็น Experience หนึ่งของคนสมัยนี้แค่นั้น...คือได้ไปถ่ายรูปแล้วก็ post ลง Facebook เพื่อบอกให้โลกรู้ ว่า "กรูใฝ่ธรรมะ" นะเฟ้ย

...

ผมว่าผม Ok นะ...ถ้าเพื่อนจะมา post แจ้งว่า จะไปบวชหรือไปปฏิบัติธรรมหลายวันหน่อย ดังนั้นถ้าติดต่อไม่ได้หรือหายไป ไม่ต้องตกใจนะ

แต่ถ้าไปบวชหรือไปปฏิบัติธรรม...แต่มรึง On Facebook ได้ทุกวันที่ไปบวชหรือปฏิบัติธรรม...ถามจริง "มันใช่เหรอ"

นี่ไงครับ...ที่บอกว่าไปบวชเพื่อไปบวช และไปปฏิบัติธรรมเพื่อปฏิบัติธรรม

แต่กลับไม่ได้ซาบซึ้งถึงเจตจำนงแห่งการบวชและการไปปฏิบัติธรรมแต่อย่างใด ทั้งสิ้น!

...

ดังนั้น ก่อนจะไปบวชหรือไปปฏิบัติธรรม...เราจึงต้องถามตัวเองด้วย "สติ" ให้ดีๆ

เราอยากไปบวชหรือไปปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร?

ไปบวชเพื่อให้ได้ชื่อว่าบวช หรือไปปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้ชื่อว่าไปปฏิบัติธรรม...ใช่แค่นั้นมั๊ย?

...หรือควรไปเพื่อยกระดับจิตใจ เพื่อให้กลับออกมาเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม?...

#NoteToSelf: 

  • ไปบวชและไปปฏิบัติธรรม เพื่อให้รู้จักลดละกิเลส...รู้จักตัดขาดจากโลก ไม่ใช่เพื่อไปโชว์
  • นุ่งขาวห่มขาวแค่เปลือก แต่ไม่หุ้มใจห่มใจด้วยธรรมะ...ก็เท่านั้นแหละ
  • เราไม่น่าจะเป็นคนดีแค่ตอนไปบวชหรืออยู่ในสถานปฏิบัติธรรม...เพราะถ้าเป็นคนดีแค่ตอนอยู่ในวัด แล้วจะต่างอะไรกับตอนเราไป pub?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...