Skip to main content

Post#4-289: ตรรกะและข้อมูล

Post#4-289:
เมื่อเช้าผมมีอันต้องแปลงร่างเป็น "ยักษ์"...ด้วยเหตุเพราะทีมงานไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของการตั้งเป้าการขายได้อย่างชัดเจน

พูดกันแบบบ้านๆ ก็คือ "มั่ว" กันมา นั่นล่ะครับ

การนำเสนอแผนงานแบบไม่มี "ตรรกะ" และไม่มีข้อมูลประกอบ...ถือเป็นการทำแผนที่ "เลื่อนลอย" ที่สุด

เอาจริงๆ เรียกว่า "แผน" คงไม่ได้...ต้องเรียกว่า "บันทึกการละเมอ" เสียมากกว่า

...

อดีตเจ้านายของผม เคยสอนสั่งไว้เป็นหนักหนา...ว่า การทำแผนงาน ก็เหมือนกับการติดกระดุมเสื้อ

ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด...เม็ดต่อๆ ไป ก็จะผิดไปทั้งหมด

แล้วก็สอนต่อไปว่า เวลาที่เราติดกระดุมเม็ดแรกผิดไปแล้ว...เราจะไปแก้เฉพาะบางเม็ดก็ไม่ได้ แต่ต้องเริ่มติดใหม่ตั้งแต่เม็ดแรก

ก็แปลว่า ถ้าทำแผนผิดตั้งแต่แรก...การจะแก้ไขให้ถูกต้อง ก็ต้องเริ่มจากการแก้แผนงานก่อน ไม่ใช่ไปแก้ที่การปฏิบัติ

เมื่อแผนไม่มีพลัง...ก็ย่อมไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่าง "ทรงพลัง" ได้ 

และก็เพราะถ้าแผนผิด...ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่มีวันถูกต้อง...นั่นเอง

...

ดังนั้น การทำแผนที่ดี จึงต้องเริ่มต้นจากการที่ต้องมีวิธีคิดที่เข้าท่า และข้อมูลแวดล้อมที่ถูกต้องเสียก่อน

ผมย้ำว่าต้องเป็น "วิธีคิดที่เข้าท่า"...ซึ่งไม่ได้บอกว่าคิดผิดหรือถูก แต่ต้องมี "ตรรกะ" หรือมีที่มาที่ไปชัดเจน

ส่วนการประเมินว่า วิธีคิดนั้น จะเข้าท่าหรือไม่ ก็ต้องดูต่อว่า ข้อมูลที่นำมาสนับสนุนวิธีคิดนั้น ถูกต้องหรือไม่?

...

น่าเสียใจ ที่ส่วนมากผู้บริหารนั้น มักจะเจอข้ออ้างจากทีมงานอยู่ 2 แบบ

คือ หนึ่ง...หาข้อมูลอ้างอิงไม่ได้ ก็เลย "นั่งเทียน" มา หรือใช้ "มโน" เอา...ซึ่งเอาจริงๆ คงจะไม่ได้ลงมือหาข้อมูล มากกว่า

กับ สอง...มีข้อมูล แต่ขี้เกียจเปิดข้อมูลดู ใช้วิธีจำเอา หรือกะๆ เอา...ถามจริงๆ ว่าจำข้อมูลได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?

ต้องขอโทษที่จะต้องบริภาษว่า ทั้งสองแบบ นับว่าเป็นการทำงานแบบ "น่ารังเกียจ" ทั้งคู่

...

อย่าลืมนะครับ ว่าต่อให้แผนงานมีตรรกะที่ดี มาจากข้อมูลที่ถูกต้อง...ก็ยังไม่อาจนำมา guarantee ความสำเร็จได้เลย

นับประสาอะไรกับแผนงานที่มาจากความ "มั่ว"...ซึ่งผมมองไม่เห็นทางเลย ว่าจะทำให้งานประสบความสำเร็จได้ยังไง?

หรือต่อให้ทำไปแล้วประสบความสำเร็จจริงๆ...ก็เป็นเพราะ "ฟลุ๊ค" หรือ "พระเจ้าเมตตา"

ก็ถ้าฟลุ๊คได้...แล้วจะภูมิใจใช่มั๊ย?

คราวหน้าก็จะโชคดีแบบนี้อีกใช่มั๊ย?

...เอาจริงๆ เราจะฝากความสำเร็จของงานและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเราไว้กับ "โชคชะตา" อย่างนั้นหรือครับ?...

#NoteToSelf: 

  • แผนงานดี จะทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จได้ "สูงกว่า"...ทำแผนงาน "มั่ว" จะเรียกว่า "แผน" ก็น่าจะอายตัวเองบ้าง
  • ลองทบทวนตัวเองดู ว่าการทำงานแบบขอไปทีนั้น เป็นเรื่องน่าชื่นชม ใช่มั๊ย?...ถ้าวันหนึ่งมีลูกน้อง ก็อยากมีลูกน้องแบบตัวเอง ใช่มั๊ย?
  • ขอโทษที่ต้องบอกว่า ใครมีพฤติกรรมทำงานเช้าชามเย็นชามแบบนี้...คงได้เป็นหรอกนะ "เจ้าคนนายคน" น่ะ
  • ตอนเป็น "ดักแด้" ต้องเลือกชีวิตว่า จะฟักตัวออกมาเป็น "ผีเสื้อ" หรือจะเป็น "ดักดาน"

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...